ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสาย audio cable 6 วิธีวิเคราะห์คุณภาพสาย audio cable คลิกเลย  (อ่าน 20 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

04-08-2018 , 07:36:54
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 724
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

6 วิธีสำรวจคุณภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง คือเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงเข้ากับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออก ณ เครื่องเสียง ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ปัจจุบัน พวกเราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วไปตามร้านค้าจำหน่ายเครื่องใช้กระแสไฟฟ้ารวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายยี่ห้อให้เราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ทำให้ท่านภาพของสินค้ามีความต่างกันด้วย หากว่าเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีแล้วไป แม้กระนั้นถ้าพวกเราเผลอไปซื้อสาย audio cable ที่ไม่ได้ประสิทธิภาพมาใช้งานเข้า ก็ต้องเจอกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ เสียงไม่ออก คุณภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้เล็กน้อยก็เสียแล้ว ทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นสินค้าที่ไม่บางทีอาจประเมินประสิทธิภาพด้วยราคาได้ เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ราคาถูกหรือสินค้าราคาสูง ต่างก็มีอีกทั้งคุณภาพดี คุณภาพไม่ดี และปัญหาในตัวเองปะปนไป โดยเหตุนั้น เราจึงจำต้องมีวิธีการเบื้องต้นสำหรับพิจารณาประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การสำรวจคุณภาพ สายสัญญาณเสียง เราสามารถทำเป็น 6 วิธีดังนี้
1. สำรวจความแข็งแรง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นสิ่งแรกที่เราสามารถสำรวจด้วยตัวเองได้ และก็ควรเช็คเป็นสิ่งแรก เนื่องด้วยสายสัญญาณเสียงในปัจจุบันมีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งรวมทั้งความอ่อนไม่เท่ากัน โดยธรรมดา สายสัญญาณเสียงที่มีราคาถูกชอบมีสายค่อนข้างแข็ง ตอนที่สายสัญญาณเสียงราคาสูงๆมักจะมีสายอ่อน คำแนะนำเป็น ไม่สมควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าจะไม่อาจจะพับสายได้ หากพับ ม้วนเก็บสายย่อมทำให้เกิดปัญหา ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเหลือเกิน เพราะยิ่งอ่อนนิ่มมาก สายก็จะยิ่งเปราะบาง เมื่อเอาไปใช้งานเป็นประจำย่อมมีความเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้อย่างง่ายๆสาย audio cableที่เหมาะสมที่สุด ควรเป็นสายที่อ่อนพอเพียงจะสามารถพับได้อย่างไม่มีการเสียหาย แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่มีการฉีกให้ขาด แม้เราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. ตรวจตราอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับในการทำหัวสายว่าเป็นยังไง สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาขายในปัจจุบันนั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับในการทำหัวสาย อย่างเช่น ทองบรอนซ์ และก็อลูมิเนียม ขอเสนอแนะว่าควรจะเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองเหลืองจะดีกว่า เนื่องมาจากเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดีมากว่าอลูมินัม ไม่ค่อยพบปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้ว่าจะเสียบสายไม่แน่นก็ตาม ในตอนที่อลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก ถ้าแทงไม่แน่นจะไม่สามารถที่จะนำสัญญาณเสียงได้ นอกเหนือจากนี้ ทองสัมฤทธิ์ยังเป็นโลหะที่มีความคงทนถาวรสูง มีอายุการใช้งานช้านาน ไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาเรื่องการหัก หรือการโค้งงอผิดรูป ขณะที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมินัมนั้นจะต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง แม้ไม่ถนอมกล่อมเกลี้ยง หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันเร็ว
3. สำรวจการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าเป็นอย่างไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีหรือไม่ โดยธรรมดาสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับหงุดหงิดบได้อย่างสนิท ตอนที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพไม่ดีมักยึดส่วนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบไม่ได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากหัวเสียบ แล้วก็ถ้าเกิดสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่สามารถที่จะซ่อมได้ ต้องทิ้งสิ่งเดียว ด้วยเหตุดังกล่าวสำหรับการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง เราจึงจะต้องสำรวจจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. ตรวจสอบความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวแค่ไหน โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี จะต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 ซม. เนื่องจากว่าเป็นความยาวที่เหมาะสมสำหรับในการเสียบกับเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆได้โดยไม่มีการโยกหรือหละหลวม อีกทั้งยังทิ่มได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา ถ้าเป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหงุดหงิดบสั้นเกินไป จะไม่สามารถแทงกับเครื่องมือได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นช่วงต้องคอยประคับประคองไว้ ส่วนถ้าโลหะที่ศีรษะแทงมีความยาวมากเกินความจำเป็น เมื่อแทงกับอุปกรณ์จะทำให้มีโลหะบางส่วนโผล่ขึ้นมา แม้เผลอไปชนเข้าอาจจะส่งผลให้สายมีการหักได้
5. วิเคราะห์ความยาวของสายไฟว่ามีมากมายน้อยเท่าใด ข้อนี้หากแม้จะมิได้มีผลต่อคุณภาพการใช้แรงงานโดยตรง แต่ว่าก็สำคัญ เพราะการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวพอเพียงต่อการใช้แรงงาน จะช่วยให้สามารถต่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่กำเนิดปัญหาสายตึงรั้งเกินไปจนมีโอกาสเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเกินไปกระทั่งกำเนิดความรู้สึกเกะกะ ซึ่งความยาวที่สมควรของสายไฟขึ้นกับการใช้งานของพวกเราว่าคืออะไร ถ้าหากเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงในรถยนต์ หรือลำโพงทั่วไป ต้องมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนหากเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จำต้องลากสายยาวๆก็จะต้องมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. วิเคราะห์แบรนด์ของสาย ส่วนแบรนด์นี้ก็ถือว่ามีความจำเป็นไม่แพ้กันในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรจะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ทำขึ้นโดยยี่ห้ออันเป็นที่รู้จัก หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อแปลกๆหรือผลิตภัณฑ์โนเนม เนื่องจากว่าชอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่มิได้คุณภาพ ได้โอกาสเสียเสียหายได้ง่าย
วิธีการสำหรับเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้ประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ เพื่อการเชื่อมต่อเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีคุณภาพ ได้เรื่องเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ
บทความสาย audio cable : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com

Tags : สายสัญญาณเสียง