ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสาย audio cable 6 แนวทางตรวจตราประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง คลิกเลย  (อ่าน 10 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

20-06-2018 , 02:01:18
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 149
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

6 วิธีสำรวจประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงเข้ากับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออก ณ เครื่องเสียง ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ปัจจุบันนี้ เราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วไปตามร้านค้าจำหน่ายเครื่องใช้กระแสไฟฟ้าและเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้เราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่ๆว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ทำให้ท่านภาพของสินค้ามีความไม่เหมือนกันด้วย หากว่าเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีไป แต่ถ้าหากพวกเราเผลอไปซื้อสายสัญญาณเสียง ที่มิได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็ต้องเผชิญกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ ทั้งเสียงไม่ออก ประสิทธิภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้เล็กน้อยก็เสียแล้ว ทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นสินค้าที่ไม่อาจประเมินคุณภาพด้วยราคาได้ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้าราคาไม่แพงหรือผลิตภัณฑ์ราคาสูง ต่างก็มีคุณภาพดี คุณภาพไม่ดี และปัญหาในตนเองผสมปนเปกันไป โดยเหตุนั้น พวกเราก็เลยจำต้องมีวิธีการเบื้องต้นสำหรับตรวจตราคุณภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การพิจารณาคุณภาพ สายสัญญาณเสียง พวกเราสามารถทำเป็น 6 วิธีดังต่อไปนี้
1. พิจารณาความแข็ง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นสิ่งแรกที่เราสามารถตรวจตราด้วยตัวเองได้ แล้วก็ควรเช็คเป็นสิ่งแรก เพราะสายสัญญาณเสียงในปัจจุบันมีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งและก็ความอ่อนแตกต่างกัน โดยปกติ สายสัญญาณเสียงที่แพงถูกชอบมีสายค่อนข้างแข็ง ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงราคาสูงๆชอบมีสายอ่อน คำแนะนำคือ ไม่สมควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินความจำเป็น ด้วยเหตุว่าจะไม่สามารถที่จะพับสายได้ หากพับ ม้วนเก็บสายย่อมสร้างปัญหา ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเหลือเกิน เนื่องจากยิ่งอ่อนนิ่มมากมาย สายก็จะยิ่งบอบบาง เมื่อเอาไปใช้งานบ่อยๆย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ไม่ยากสาย audio cableที่ดีเยี่ยมที่สุด ควรเป็นสายที่อ่อนเพียงพอจะสามารถพับได้อย่างไม่เกิดการเสียหาย แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่เกิดการฉีกขาด ถ้าเกิดเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะเช่นนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. ตรวจตราวัสดุที่ใช้สำหรับทำหัวสายว่าเป็นยังไง สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาขายในตอนนี้นั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับการทำหัวสาย ดังเช่น ทองบรอนซ์ และอลูมิเนียม ขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองสัมฤทธิ์จะดีมากกว่า เพราะว่าเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดีมากว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้ว่าจะทิ่มสายไม่แน่นก็ตาม ในขณะที่อลูมินัม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก หากเสียบไม่แน่นจะไม่สามารถนำสัญญาณเสียงได้ นอกนั้น ทองบรอนซ์ยังเป็นโลหะที่มีคงทนถาวรสูง มีอายุการใช้แรงงานยาวนาน ไม่ค่อยมีปัญหาประเด็นการหัก หรือการโค้งงอผิดรูปผิดรอย ขณะที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจำต้องใช้งานอย่างรอบคอบ แม้ไม่ถนอมกล่อมเกลี้ยง หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว
3. ตรวจตราการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าคืออะไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีไหม โดยปกติสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับหงุดหงิดบได้อย่างสนิท ตอนที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพไม่ดีมักยึดส่วนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบไม่ได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากหงุดหงิดบ และก็หากสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่อาจจะซ่อมแซมได้ ต้องทิ้งสิ่งเดียว ด้วยเหตุนี้สำหรับในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง พวกเราจึงจะต้องพิจารณาจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. สำรวจความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวเพียงใด โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี ควรจะมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 เซนติเมตร เนื่องจากเป็นความยาวที่สมควรสำหรับการเสียบกับวัสดุอุปกรณ์ต่างๆได้โดยไม่เกิดการคลอนหรือหละหลวม อีกทั้งยังทิ่มได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา ถ้าเกิดเป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหงุดหงิดบสั้นเกินความจำเป็น จะไม่อาจจะเสียบกับวัสดุอุปกรณ์ได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นช่วงๆจำเป็นต้องรอประคับประคองไว้ ส่วนถ้าโลหะที่หัวทิ่มมีความยาวมากเกินไป เมื่อทิ่มกับเครื่องมือจะทำให้มีโลหะเล็กน้อยโผล่ขึ้นมา ถ้าหากเผลอไปชนเข้าอาจจะส่งผลให้สายมีการหักได้
5. พิจารณาความยาวของสายไฟว่ามีมากมายน้อยเท่าใด ข้อนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้แรงงานโดยตรง แต่ว่าก็สำคัญ เพราะว่าการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวพอเพียงต่อการใช้แรงงาน จะช่วยทำให้สามารถต่อวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่เกิดปัญหาสายตึงรั้งเกินความจำเป็นจนถึงเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนยานเหลือเกินกระทั่งเกิดความรู้สึกขวาง ซึ่งความยาวที่สมควรของสายไฟขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราว่าคืออะไร ถ้าหากเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับแทงเครื่องมือเครื่องเสียงในรถยนต์ หรือลำโพงทั่วๆไป ควรจะมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนถ้าเกิดเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จะต้องลากสายยาวๆก็ต้องมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. ตรวจตรายี่ห้อของสาย ส่วนยี่ห้อนี้ก็นับว่ามีความหมายไม่แพ้กันสำหรับในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรจะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ผลิตขึ้นโดยแบรนด์อันเป็นที่รู้จัก หลบหลีกสินค้าจากแบรนด์แปลกๆหรือผลิตภัณฑ์โนเนม เนื่องจากมักจะเป็นสินค้าที่มิได้คุณภาพ มีโอกาสทรุดโทรมเสียหายได้ง่าย
วิธีสำหรับการเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้ประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อการเชื่อมต่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้การเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
เครดิตบทความ
บทความสาย audio cable : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com

Tags : สายสัญญาณเสียง,สายสัญญาณเสียง ราคา