ผู้เขียน หัวข้อ: โรคกระดูกพรุน มีวิธีรักษาอย่างไรเเละมีสรรพคุณ-ประโยชน์อะไรบ้าง  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

28-05-2018 , 17:10:24
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 91
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
โรคกระดูกรุน เป็นอย่างไร โรคกระดูกพรุนโดยปกติ เป็นภาวะที่จำนวนธาตุ (ที่สำคัญคือแคลเซียม) ในกระดูกลดลง ร่วมกับความเสื่อมโทรมของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นโครงสร้างข้างในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น ก็เลยเปราะบางแตกหักง่าย รอบๆที่พบการหักของกระดูกได้บ่อยมาก ดังเช่น ข้อมือ สะโพก และสันหลัง  ส่วนคำอธิบายศัพท์ของภาวการณ์กระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน หมายถึง สภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density : BMD) ต่ำลงซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบาง แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะกำเนิดกระดูกหักได้ง่าย โดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นหลักเกณฑ์สำหรับในการวินิจฉัยภาวการณ์กระดูกพรุนที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1994 โดยเทียบเทียงค่า BMD ของคนไข้กับของวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงโดยใช้ค่า T-score เป็นกฏเกณฑ์ ผู้ที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD) ต่ำยิ่งกว่า -2.5 วิเคราะห์ว่ามีภาวการณ์กระดูกพรุน ตอนที่ค่า -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามีสภาวะกระดูกบาง (osteopenia) และก็ ค่ามากยิ่งกว่า -1.0 จัดว่ากระดูกปกติ
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้ทั่วไปในคนชรา โดยยิ่งไปกว่านั้นในหญิงวัยหมดประจำเดือน (มักไม่ค่อยเจอในเด็กรวมทั้งคนวัยหนุ่มสาว ยกเว้นในเรื่องที่มีสภาวะปัจจัยเสี่ยง) โดยผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึงปริมาณร้อยละ 30-40 ในตอนที่เพศชายมีโอกาสจำนวนร้อยละ 13 โดย หญิงช่วงอายุ 10 ปีแรกข้างหลังหมดระดู กระดูกจะบางลงเร็วมาก ชี้แจงได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ขาดฮอร์โมนผู้หญิงที่มีชื่อว่าเอสโตรเจน นอกจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังมีต้นเหตุที่เกิดจากความเสื่อมถอยตามวัยซึ่งเจอได้ทั้งยังในผู้ชายและก็สตรี  แล้วก็เป็นโรคที่คนโดยมากมักมองข้ามเนื่องจากจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดภาวะสอดแทรก(การหักของกระดูกต่างๆได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง) ทำให้คนส่วนใหญ่มิได้รับการตรวจหรือรักษา อย่างทันเวลากระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหักของกระดูกตามอวัยวะต่างๆตามที่กล่าวมา (โดยเฉพาะกระดูกบั้นท้าย)
                จากการคาดคะเนโดยประมาณขององค์การอนามัยโลก คาดว่าใน ค.ศ.2050 จะมีผู้เจ็บป่วยเนื่องด้วยกระดูกสะโพกหักสูงถึง 6.25 ล้านคน ซึ่งมากขึ้นจากการรายงานในปี คริสต์ศักราช 1990 ที่มีจำนวนผู้เจ็บป่วยเพียงแต่ 1.33 ล้านคน เนื่องมาจากสภาวะกระดูกพรุนมีความสัมพันธ์กับกระดูกสันหลังสถิติดังที่กล่าวมาข้างต้นจึงสะท้อนถึงจำนวนผู้ที่มีสภาวะกระดูกพรุนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกรุ๊ปทวีปเอเชียซึ่งพบว่าในจำนวนพลเมือง
กระดูกบั้นท้ายหักทั่วทั้งโลกในปี ค.ศ.1990 จำนวนร้อยละ 30 เป็นชาวเอเชียแล้วก็ในปี 2050 คาดว่าชาวเอเชียจะสามัญชนคนไข้กระดูกสะโพกหักถึงร้อยละ 50 ของมวลชนโลกทั้งสิ้น
สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลเมื่อปี 2555) ยังไม่มีการศึกษาถึงสถิติโรคกระดูกพรุนเป็นรายปี แต่จากสถิติปริมาณราษฎรผู้สูงอายุของเมืองไทยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็เลยทำให้ความชุกของโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยยิ่งไปกว่านั้นในคนที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะเจอโรคกระดูกพรุนได้มากกว่า 50% โดยพบภาวการณ์กระดูกพรุนรอบๆสันหลังส่วนเอว 15.7-24.7% รอบๆกระดูกบั้นท้าย 9.5-19.3% อุบัติการณ์ของกระดูกบั้นท้ายหักในสตรีวัยหมดระดูที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปได้จำนวน 289 ครั้งต่อพลเมือง 1 แสนรายต่อปี
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากกระดูกประกอบด้วย โปรตีน คอลลาเจน และก็แคลเซียม โดยมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นตัวทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างและสลายตัวอยู่ตลอดระยะเวลา กล่าวคือ ตอนที่มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ก็มีการสลายแคลเซียมในเนื้อกระดูกเก่าออกมาในเลือดแล้วก็ถูกขับออกมาทางฉี่และก็อุจจาระ ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโต มวลกระดูกจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุประมาณ ๓๐-๓๕ ปี จากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการผลิต ทำให้กระดูกค่อยๆบางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ ในผู้หญิงตอนหลังวัยหมดระดู ซึ่งมีการลดน้อยลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอย่างเร็ว ฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็ชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อพร่องฮอร์โมนจำพวกนี้ก็จะทำให้กระดูกบางตัวลงอย่างเร็ว จนเกิดภาวะกระดูกพรุน
ส่วนกลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่ทราบ แต่ในพื้นฐานพบว่ามีเหตุมาจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) แล้วก็เซลล์ซึมซับทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงควรมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองแบบนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลเกิดได้จากหลายกรณีเป็น

  • อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆจึงเสื่อมลงรวมถึงเซลล์สร้างกระดูก การสร้างกระดูกจึงลดลง แต่เซลล์ทำลายกระดูกยังดำเนินงานได้ตามธรรมดาหรืออาจทำงานมากขึ้น
  • ฮอร์โมน - การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อย่างการเข้าสู่วัยหมดระดู ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกพรุนและก็บอบบางลง ส่วนในผู้ชายจะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ลดลง
  • พันธุกรรม - ผู้ที่มีญาติสนิทสนมทางสายเลือดที่มีประวัติมีอาการป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ก็มีความเสี่ยงที่กำลังจะได้รับพันธุกรรมโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นไปด้วย
  • ความเปลี่ยนไปจากปกติในการปฏิบัติงานของต่อมแล้วก็อวัยวะต่างๆ- เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตแล้วก็ตับดำเนินงานไม่ปกติ
  • โรคและก็การเจ็บป่วย - คนเจ็บที่มีสภาวะกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆได้แก่ โรคที่เกี่ยวพันกับตับ ไต กระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความผิดแปลกทางการรับประทาน โรคภูมิแพ้ตนเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก
  • การบริโภค - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยเกินไปต่อความอยากของร่างกายสำหรับการสร้างกระดูกรวมทั้งการเติบโต กินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างของกินจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งสูบบุหรี่
  • การใช้ยา - คนที่ป่วยไข้และจะต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ได้แก่ กลุ่มยาสเตียรอยด์ ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเหมือนกัน เพราะตัวยาบางชนิดจะออกฤทธิ์ไปก่อกวนกระบวนการสร้างกระดูก ตัวอย่างเช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • การใช้ชีวิตประจำวัน - การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือการขาดการบริหารร่างกายอย่างเพียงพอ


อาการโรคกระดูกพรุน ส่วนใหญ่ชอบไม่มีอาการแสดง จนถึงกำเนิดไม่ปกติของส่วนประกอบกระดูก ดังเช่นว่า ปวดข้อมือ บั้นท้าย หรือหลัง (เนื่องมาจากกระดูกข้อมือ บั้นท้าย หรือสันหลังแตกหัก) ส่วนสูงลดน้อยลงจากเดิม (เพราะเหตุว่าการหักแล้วก็ยุบของกระดูกสันหลัง ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว ฯลฯ) ถ้าเป็นโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ
อีกทั้งคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะเสี่ยงต่อการหักของกระดูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มากชองภาวะกระดูกพรุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อมือ ซึ่งมีผลกระทบต่อการ
สูญเสียเศรษฐกิจของชาติและคุณภาพชีวิตของคนป่วย แล้วก็โดยส่วนใหญ่จะมีเหตุมาจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงหรือมีแรงกระแทกต่ำ เช่น กระดูกหักจากการเปลี่ยนท่ายืนหรือนั่ง, กระดูกหักขณะก้มถือของหรือชูของหนัก, ซี่โครงหักเพียงแค่ไอหรือจาม, กระดูกข้อมือหักจากการใช้มือจนถึงตัวเอาไว้จากการลื่นหรือหกล้ม, กระดูกสะโพกหักจากตูดชนกับพื้น เป็นต้น
ขั้นตอนการรักษาของโรคกระดูกพรุน เพราะสภาวะกระดูกพรุนจำนวนมากไม่ปรากฏอาการแสดงที่เปลี่ยนไปจากปกติกระทั่งจะมีการหักของกระดูก แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอาทิเช่น อาการปวดเกิดขึ้น การตรวจรวมทั้งวินิจฉัยการสูญเสียมวลกระดูกให้ได้ก่อนจะเกิดการหักของกระดูกจึงเป็นหัวข้อหลัก โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จากประวัติอาการ ประวัติความเป็นมาป่วยไข้ต่างๆประวัติการออกกำ ลังกาย อายุ การตรวจร่างกาย รวมทั้งจะกระทำวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)  แล้วนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าธรรมดาในเพศแล้วก็อายุช่วงเดียวกัน หากกระดูกมีค่ามวลกระดูกน้อยกว่า 1.00 gm/cm2 จะได้โอกาสกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งการแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • กระดูกธรรมดา (Normal bone)เป็นกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าถัวเฉลี่ย (-1 SD)
  • กระดูกบาง (Osteopenia)หมายถึงกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างช่วง -2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (-1 ถึง -2.5 SD )
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis)หมายถึงกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำลงมากยิ่งกว่าค่าถัวเฉลี่ยเกินกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ต่ำลงยิ่งกว่า -2.5 SD)
  • กระดูกพรุนอย่างหนัก (Severe or Established osteoporosis) คือ กระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำกว่าค่าถัวเฉลี่ยมากกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับการมีกระดูกหัก


การตรวจด้วย dual-energy x-ray absorptiometry (DEXA) ได้รับการยอมรับว่าเป็นกระบวนการตรวจที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) มีความถูกต้องแน่ใจแม่นยำที่สุดในการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแม้ว่าจะสูญเสียมวลกระดูกไปเพียงร้อยละ  1 ก็ตาม กรรมวิธีการรักษาโรคกระดูกพรุนเป็น เพิ่มหลักการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็หยุดหรือลดหลักการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก
โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาผู้ที่มีสภาวะกระดุพรุน ดังนี้

  • สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มีกระดูกพรุน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน หมอจะให้กินแคลเซียม ดังเช่นว่า แคลเซียมคาร์บอเนต ครั้งละ ๖๐๐-๑,๒๕๐ มิลลิกรัม วันละ ๒ ครั้ง แล้วก็บางทีอาจให้วิตามินดีวันละ ๔๐๐-๘๐๐ มก. ร่วมด้วยในรายที่อยู่แต่ว่าในร่ม (ไม่ได้รับแสงอาทิตย์) ตลอดระยะเวลา
  • สำหรับหญิงหลังวัยหมดระดู แพทย์บางทีอาจพิจารณาให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนชดเชย ได้แก่ conjugated equine estrogen (ชื่อทางด้านการค้า ได้แก่ Premalin) ๐.๓-๐.๖๒๕ มิลลิกรัม หรือ micronized estradiol ๐.๕-๑ มิลลิกรัม วันละครั้ง ในรายที่มีสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้หรือส่งผลข้างเคียงมากมาย บางทีอาจให้ราล็อกซิฟิน (raloxifene) แทนในขนาดวันละ ๖๐-๑๒๐ มก. ยานี้ออกฤทธิ์เหมือนเอสโทรเจน แต่ว่าส่งผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • สำหรับผู้ชายแก่ที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนร่วมด้วย บางทีอาจจะต้องให้ฮอร์โมนชนิดนี้เสริม
นอกเหนือจากนั้น บางทีอาจพินิจให้ยากระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม แล้วก็/หรือยาลดการสลายกระดูกเพิ่มเติมอีกแก่คนเจ็บบางราย ดังเช่นว่า

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ที่นิยมใช้ได้แก่ อะเลนโดรเนต (alendronate) ๑๐ มิลลิกรัม ให้กินวันละ ๑ ครั้ง หรือ ๗๐ มิลลิกรัม สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก คุ้มครองปกป้องการแตกหักของกระดูกสันหลังรวมทั้งบั้นท้าย เหมาะกับผู้เจ็บป่วยชาย คนเจ็บหญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน และใช้คุ้มครองป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุนในคนที่จะต้องรับประทานยาสตีรอยด์นานๆ
  • แคลซิโทนิน (calcitonin) มีทั้งยังประเภทพ่นจมูกรวมทั้งฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ลดอาการปวด เนื่องมาจากการแตกหักและก็ยุบของกระดูกสันหลังอีกด้วย


คนป่วยจำต้องใช้ยาเสมอๆ หมอจะนัดมาตรวจเป็นระยะ บางทีอาจจำต้องกระทำตรวจกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูก (สำหรับผู้ที่รับประทานเอสโทรเจน) ปีละ ๑ ครั้ง ตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุก ๒-๓ ปี เอกซเรย์ในรายที่สงสัยมีกระดูกหัก เป็นต้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกหัก ก็ให้การรักษา ดังเช่น การเข้าเฝือก การผ่าตัด แนวทางการทำกายภาพบำบัด เป็นต้น
ในรายที่มีโรคหรือสภาวะที่เป็นต้นเหตุของโรคกระดูกพรุนจำพวกทุติยภูมิ ก็ให้การรักษาไปพร้อมเพียงกัน
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคกระดูกพรุน สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคกระดูกพรุนนั้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ชนิด คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ แล้วก็ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ (ตารางที่ 1) คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายสาเหตุก็จะได้โอกาสสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน และจะมีโอกาสสูงที่จะเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดสภาวะกระดูกพรุน
ต้นสายปลายเหตุที่แก้ไขมิได้            ต้นสายปลายเหตุที่ปรับแต่งได้

  • อายุ(คนชรา 65 ปีขึ้นไป)
  • เพศ (หญิง)
  • เชื้อชาติ (ชาวผิวขาวหรือชาวเอเชีย)
  • พันธุกรรม (ความเป็นมาคนภายในครอบคัวโดยยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่)
  • รูปร่างเล็ก ซูบผอม บาง
  • หมดรอบเดือน ก่อนอายุ 45
  • มีพยาธิภาวะที่จำเป็นต้องผ่าตัดเอารับไขทั้งยัง 2 ข้างออกก่อนหมดระดู
  • เคยกระดูกหักจากภาวะกระดูกบอบบาง •             ขาดฮอร์โมนเพศ : estrogen
  • หมดประจำเดือน
  • รับประทานแคลเซียมน้อย บริโภคเกลือสมุทรแล้วก็เนื้อสัตว์สูง
  • ดูดบุหรี่ กินเหล้า ดื่มกาแฟ
  • ขาดการบริหารร่างกาย
  • ได้รับยาบางจำพวก ตัวอย่างเช่น glucocorticosteroids และก็ thyroid hormone เป็นต้น
  • เป็นโรคบางชนิด อย่างเช่น chronic illness, kidney disease , hyperthyroidism , แล้วก็ Cushing’s syndrome ฯลฯ
  • มี BMI (ดรรชนีมวลกาย)ต่ำลงมากยิ่งกว่า 19 โล/ตารางเมตร


การติดต่อของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำลงมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากกลไกการเสื่อมสภาพของเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้ความสมดุลของเซลล์สร้างกระดูกและก็เซลล์ซับทำลายกระดูกสูญเสียไป ซึ่งมีมากหลายกรณี แม้กระนั้นโรคกระดูกพรุนนี้ไม่ใช่โรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน

  • กินวิตามินเกลือแร่เสริมของกิน หรือยาต่างๆตามหมอชี้แนะ
  • การกินของกินเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มครบถ้วนบริบูรณ์ทุกๆวันในจำนวนพอเหมาะที่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอพอควรกับสุขภาพ
  • หลบหลีกปัจจัยเสี่ยงที่หลบหลีกได้
  • ไปพบหมอตามที่หมอนัดหมายเป็นประจำ
  • หมั่นดูแลความมีระเบียบเรียบร้อยในบ้าน รวมทั้งไม่วางของเกะกะตามทางเดินที่อาจจะเป็นผลให้ลื่นล้มหรือเกิดการชนกระทั่งทำให้กระดูกหักได้
การปกป้องตัวเองจากโรคกระดูกพรุน

  • คนที่อยู่ในกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนดังที่กล่าวมา ควรหารือแพทย์เพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน ดังเช่น หญิงวัยหมดประจำเดือน, คนแก่, คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ, คนที่มีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ฯลฯ
  • กินแคลเซียมให้เพียงพอทุกวี่วันให้เพียงพอต่อความอยากของร่างกาย(ดังตารางดังกล่าว)


อายุจำนวนแคลเซียมที่อยาก (mg/day)
ทารก – 6 เดือน
6 เดือน – 1 ปี
1 ปี – 5 ปี
6 ปี – 10 ปี
11 ปี – 24 ปี
เพศชาย
25 ปี – 65 ปี
มากยิ่งกว่า 65 ปี
ผู้หญิง
25 ปี – 50 ปี
มากกว่า 50 ปี (ข้างหลังวัยหมดระดู)
 
อายุ        400
600
800
800-1200
1200-1500
1000
1500 
1000
 
 
จำนวนแคลเซียมที่ต้องการ (mg/day)
  -ได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
  - ไม่ได้รับการรักษาด้วย estrogen
อายุมากกว่า 65 ปี
ระหว่ามีท้อง หรือให้นมบุตร            1000
1500
1500
1200-1500
โดยของกินที่มีแคลเซียมสูง ยกตัวอย่างเช่น นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้อีกทั้งกระดูก (ดังเช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (อย่างเช่น คะน้า ใบชะพู) งาดำคั่ว
วิถีทางปฏิบัติ สำหรับเด็กและวัยรุ่นควรจะดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่และก็คนสูงอายุดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเป็นประจำ จะมีผลให้ได้รับแคลเซียมจำนวนร้อยละ 50 ของจำนวนที่อยาก ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่นๆประกอบ
ผู้ใหญ่บางบุคคลที่มีข้อจำกัดสำหรับเพื่อการดื่มนม (ดังเช่นว่า มีภาวะไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด) ให้เลือกรับประทานเนยแข็ง นมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย แทน หรือบริโภคของกินที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้มากเพิ่มขึ้น

  • บริหารร่างกายเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต้านน้ำหนัก (weight bearing) เช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโจนเชือก รำมวยจีน เต้นรำ ฯลฯ ร่วมกับการยกน้ำหนัก จะช่วยให้มีมวลกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และก็กระดูกมีความแข็งแรง แขน ขา รวมทั้งกระดูกสันหลัง
  • รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน (ผอมบางเกินความจำเป็น) เพราะเหตุว่าคนผอมบางจะมีมวลกระดูกน้อย เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้
  • รับแสงแดด ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร็ความสงบกระตุ้นการผลิตกระดูก ในบ้านเราคนโดยมากจะได้รับแสงแดดพอเพียงอยู่แล้ว นอกจากในรายที่อยู่แม้กระนั้นในบ้านตลอดเวลา ก็น่าจะออกไปรับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าหรือยามเย็น วันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ถ้าเกิดอยู่แม้กระนั้นในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด บางทีอาจต้องกินวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 มิลลิกรัม
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่นว่า
  • อดอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากจนเกินไป เพราะว่าของกินพวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินธรรมดา
  • ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือของกินที่มีโซเดียมสูง เพราะเกลือโซเดียมจะทำให้ไส้ซึมซับแคลเซียมได้ลดลง รวมทั้งเพิ่มการขับแคลเซียมทางไตมากขึ้น
  • ไม่กินน้ำอัดลมปริมาณมาก ด้วยเหตุว่ากรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมนำมาซึ่งการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้น
  • หลบหลีกการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก เนื่องจากแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในเครื่องดื่มกลุ่มนี้จะกีดกั้นการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก (กาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ ๓ แก้ว แอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ ๒ หน่วยดื่ม ซึ่งเสมอกันแอลกอฮอล์สุทธิ ๓๐ มล.)
  • งดการสูบยาสูบ เนื่องจากยาสูบกระตุ้นให้เกิดการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากว่าลดระดับเอสโทรเจนในเลือด)
  • ระวังการใช้ยาบางชนิด ดังเช่น ยาสตีรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกมาจากร่างกาย
  • รักษาโรคหรือภาวการณ์ที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคระอุชชิง
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกระดูกพรุน
เพชรสังฆาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangu laris L. ตระกูล Vitaceae "เพชรสังฆาต" เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่โบราณกาล ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ เอ่ยถึงคุณประโยชน์ของ "เพชรสังฆาต" ไว้ว่า "เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งสิ้นแล" ในแบบเรียนหมอแผนโบราณทั่วๆไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า "เพชรสังฆาต" มีสรรพคุณ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกรอบๆกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้
ปัจจุบันได้มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันสรรพคุณรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีส่วนประกอบของแคลเซียมสูงมากมาย แล้วก็สารอที่นาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic  Steroids) มีฤทธิ์เร่งปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกรวมทั้งยังช่วยทำให้มีการสร้างสารมิววัวโพลีแซกติดอยู่ไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในขั้นตอนสมานกระดูก นอกเหนือจากนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตกระทั่งเปลี่ยนเป็นกระดูกแข็งซึ่งสามารถรับน้ำหนักแล้วก็มีความยืดหยุ่นในตัวเอง
ผลของการทดสอบการใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกรุ๊ปเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกแล้วก็รักษากระดูกแตก กระดูกหักได้
ฝอยทองคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis Lam. ตระกูล Convlvulaceae ในประเทศจีนแล้วก็บางประเทศในแถบเอเชีย ได้มีการใช้เม็ดฝอยทองสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า สารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกลุ่ม astragalin, flavonoids, quercetin, hyperoside isorhamnetin และ kaempferol เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol และก็ hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวชี้สำหรับเพื่อการเพิ่มการผลิตเซลล์กระดูกของเซลล์เริ่มต้น และสาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106
ด้วย ส่วนสารอื่นๆไม่พบว่ามีฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ขึ้นรถ quercetin, kaempferol และ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แม้กระนั้นเมื่อเปรียบกันในด้านของการกระตุ้น ER จะมีเพียงแต่สาร quercetin แล้วก็ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงในการยั้งตัวรับ estrogen จำพวก ERα/β โดยที่กลไกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคาดว่าจะเทียบกับยา raloxifene ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจแล้วก็หลอดเลือด แม้กระนั้นออกฤทธิ์ยับยั้ง ER ที่รอบๆเต้านมและก็มดลูก
นอกจากนั้นสาร quercetin รวมทั้ง kaempferol ยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวพันกับการผลิตกระดูก เหมือนกับยา raloxifene จากการทดสอบทั้งหมดทำให้สรุปได้ว่าเม็ดฝอยทองคำมีประสิทธิภาพสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน และก็สารสำคัญที่มีฤทธิ์สำหรับในการสร้างเซลล์กระดูกคือ kaempferol แล้วก็ hyperoside
เอกสารอ้างอิง

  • สุภาพ อารีเอื้อ,สินจง โปธิบาล .ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ : ทำไมต้องรอจนกระดูกหัก? .รามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่7.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2544 หน้า 208-218
  • Liscum B. Osteoprosis : The silent disease. Orthopaedic Nursing 1992; 11:21-5.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Gaisworthy TD & Wilson PL. Osteoporosis it steais more than bone, AJN 1996;96: 27-33.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคกระด