แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - plawan1608

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


ดูเด็กขึ้น


          ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องตรากตรำแอ๊บแบ๊วฉุดกระชากวัยอีกต่อไป เพราะว่าเพียงแค่ไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เสมอๆก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ชำนาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียนดียิ่งขึ้นน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย ทั้งยังการนวดยังช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารแล้วก็วิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ผิวมองเบิกบานใจเต่งตึงได้อีกรอบ รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงจะรู้ดีว่าอาการ PMS ก่อนมีรอบเดือนนั้นสร้างความทรมานให้กับพวกเราได้มากมายขนาดไหน แต่ว่าวันนี้พวกเราไม่ต้องกังวลกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป ด้วยเหตุว่าผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถป้องกันอาการข้างเคียงทุกชนิดเวลาที่ผู้หญิงมีเมนส์ได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการรำคาญโกรธ แต่ว่าวิธีนวดอาจจะได้ผลดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการข้างเคียงของโรคมะเร็ง


          ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาดที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับเจริญขึ้น ทุเลาลักษณะของการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคาะห์ของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ จะทรมานจากลักษณะของการเจ็บปวดลดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง หรือเปล่าอาเจียนเลย รู้สึกชื่นบานขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม และก็เครียดจากลักษณะการป่วยน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          [url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] ผู้ชำนาญทางกายภาพบำบัดได้บอกถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า คนที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง ยกตัวอย่างเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และอาการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียงแต่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างถูกจุด จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างเร็ว ก็เลยสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อรอบๆนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

2

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , หญ้าน้องหญิง (ภาคกลาง) , บริเวณนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
ถิ่นเกิด ย่านางมีบ้านเกิดเมืองนอนในใจกลางของเอเซียอาคเนย์ ตัวอย่างเช่น ในประเทศ พม่า , ไทย , ลาว , กัมพูชา  ความจริงแล้วพืชวงศ์ย่านางนี้มีราว 70  ตระกูล แต่ว่าจำนวนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนรวมทั้งในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของพวกเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และก็ป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แม้กระนั้นในตอนนี้ได้มีการนำมาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภคแล้วก็ใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างล้นหลาม
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือกิ่งไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแถวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน แขนงมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนประปราย หรือสะอาด ใบคนเดียว ดก สีเขียวเข้มวาว เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นนิดหน่อย ก้านใบยาวประมาณ 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งหนึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น แล้วก็มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกึ่งกลางใบด้านล่างจะย่นย่อละเอียดใกล้ๆโคน ขนสะอาด ก้านใบผิวร่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อแล้วก็ซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวโดยประมาณ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งช่อดอกเพศภรรยา ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่ารวมทั้งเรียงทับกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ค่อนข้างเกลี้ยง กลีบดอกไม้มี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ภายนอกมีขนเรี่ยราย กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ รูปรีปนขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านชูสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลกรุ๊ป ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มม. เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้วก็แดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไร้ระเบียบ ออกดอกช่วงมีนาคมถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่ก้าวหน้าได้ ในดินดูเหมือนจะทุกประเภท ถูกใจดินร่วนปนทรายจะรุ่งเรืองก้าวหน้า การปลูกภายในฤดูฝน จะเจริญวัยได้ดีมากยิ่งกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกภายในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมากมาย ทนความแห้งก้าวหน้า
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันหมายถึงการเพาะเมล็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แม้กระนั้นจำต้องใช้เม็ดที่แก่เต็มที่ที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเม็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เนื่องจากจะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เพราะย่านางจะเติบโตเจริญ ในดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง และก็สามารถเติบโตได้แม้จะมีวัชพืชขึ้นหนา เนื่องมาจากต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ข้างบนพืชชนิดอื่น
สำหรับหัวข้อการให้ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความจำเป็น ถ้าหากว่าดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่พอเพียง พวกเราสามารถใช้เพียงแต่ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากต้องการจะให้ใบเขียวเข้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือราว 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กต้องปรับปริมาณลดลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกลงในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นโดยประมาณ 1×1 เมตร แล้วก็เมื่อต้นเริ่มเลื้อยเลื้อย ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง  จะเริ่มเก็บผลผลิตใบย่านาง ใช้เวลาราว 2-3 เดือน หลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตสุดกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ รวมทั้งจะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่เจอในใบย่านางส่วนใหญ่จะเป็นสารกรุ๊ปฟินอลิก (phenolic compound) ดังเช่น ไม่เนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) แล้วก็สารในกรุ๊ปฟลาโม้นไกลโคไซด์ เช่น สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) รวมทั้งอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ตัวอย่างเช่น ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine รวมทั้ง D-isochondendrine พบได้อีกทั้งในราก แล้วก็ใบย่านาง  รวมทั้งการเรียนรู้ส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านมาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  และการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ประเภท คือ tiliacorinine (I) รวมทั้ง tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% และ 0.0029% ตามลำดับ  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-               ไนอาสิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมดทั้งปวง 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ธาตุฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคค้างไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ รวมทั้งยังมีวิตามินที่ต้องต่อสถาพทางร่างกายอีกเพียบเลย ดังเช่นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนออกจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้จักดีกันดี เนื่องจากนิยมเอามาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของของกิน ดังเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในช่วงฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้รับประทานแกล้มแนมกับของกินเผ็ด ชาวไทยอีสานและชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำกับข้าวต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น อาทิเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ แล้วก็เพิ่มคลอโรฟิลล์และก็อนุภาคเบตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเปรอะเปื้อน แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (หมายความว่าใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เหลือเกิน) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกนั้นยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ และก็หั่นซอกซอยรับประทานกับข้าวยำได้อีก ผลสุกใช้กินเล่น ส่วนชาวเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของย่านางหมายถึง หนังสือเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกวชิระ (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้ายายม่อม รากมะเดื่อจังหวัดชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งทีละ 1 กำมือ หรือประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนกินอาหารเช้าตรู่ ช่วงกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระทุ้งพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง นำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้จับสั่นเรื้องรัง ไข้ทับรอบเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษด้านในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ทำลายพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ใบ รสจืดขม กินทำลายพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดศรีษะตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึกหัด ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ฝีดาษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งระบุว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับหิว ทุเลาลักษณะของการมีไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ฝีดาษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาอาการท้องผูก ท้องเสีย บำรุงหัวใจ ถอนพิษ รวมทั้งลดพิษจากพืช สัตว์ รวมทั้งสารเคมีภายในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำ บรรเทาอาการไข้จำพวกต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และลดสารพิษยากำจัดแมลงภายในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมถึงใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน ดังเช่น ทุเลาอาการร้อนใน บรรเทาอาการป่วย ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้ไข้ทรพิษลดพิษยาฆ่าแมลงในร่างกาย และก็ทำลายพิษอื่นๆ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และก็ใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ กำหนดการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาลักษณะของการมีไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันเลือด ต้านเชื้อจุลชีวิน ต้านการแพ้ ลดการยุบเกร็งของไส้ ต่อต้านการเจริญก้าวหน้าของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase และก็มีฤทธิ์อย่างอ่อนๆสำหรับการต่อต้านอนุมูลอิสระ  แล้วก็ยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวิน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และก็ Salmonellaspp. และยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต่อต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli และก็ Salmonella spp. ต้านไข้ และต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังเป็นต้นว่า โรคหัวใจและเส้นโลหิต โรคกระดูกและก็ข้อเบาหวาน โรคระบบฟุตบาทหายใจ
แบบอย่าง/ขนาดการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง ต้มให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนที่จะกินอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงแล้วก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ว่าไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าหากไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ทำลายพิษเบื่อเมาในของกิน ยกตัวอย่างเช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลนิดหน่อยเพียงพอดื่มง่ายให้หมดทั้งยังแก้ว ทำให้อ้วกออกมา จะช่วยทำให้   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มทีละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้จับสั่น   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนถึงเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไข้มาลาเรีย        เรียนรู้ฤทธิ์ต้านเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ แล้วก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการขัดขวางเชื้อไข้มาลาเรีย จากส่วนประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่แตกต่างกัน 5 ประเภท ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline อาทิเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, และสาร alkaloid ที่ไม่สามารถกำหนดส่วนประกอบได้ คือ G และ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับในการกำจัดเชื้อไข้จับสั่นระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้มาลาเรียเข้าสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 เท่ากับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A แล้วก็ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 และก็ 675 mg/mL เป็นลำดับ)
ฤทธิ์ยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 จำพวก ดังเช่นว่า tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง รวมทั้งอนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ชนิด คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ชนิดนี้ ได้นำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลของการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ประเภท มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ว่าที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าที่สามารถยับยั้ง  MDR-MTB ได้เป็นจำนวนมากที่สุด
ฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง     การเล่าเรียนฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ และในสัตว์ทดลอง โดยเรียนผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กลุ่ม alkaloid ที่เจอในย่านาง  ในการทดสอบ in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการเจริญก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี รวมทั้งสาร tiliacorinine  ผลการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญสำหรับในการยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดสอบ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกรรมวิธีการ apoptosis ซึ่งเป็นกรรมวิธีสำหรับในการกำจัดเซลล์ไม่ปกติ และเซลล์ของมะเร็งภายในร่างกาย รวมทั้งการทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของผักประจำถิ่นไทย จำนวน 6 จำพวก อย่างเช่น ผักเราด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละจำพวก ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักอีกทั้ง 6 ชนิดเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี รวมทั้งวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และ 772.63 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี รวมทั้งวิตามินอีที่ IC50 9.34 แล้วก็ 15.91 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยตรวจตราฤทธิ์หยุดปวดแล้วก็ฤทธิ์ต้านการอักเสบของผักประจำถิ่นอีสาน 10 จำพวก การตรวจหาฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้ writhing test และ tail flick test สำหรับเพื่อการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลของการทดลองใช้สารสกัดพืชผักพื้นเมืองด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 โล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู รวมทั้งผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์ระงับปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์หยุดปวด จากนั้นคัดเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์มากที่สุด 4 จำพวก ดังเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และก็ผักกาดฮีนมากระทำการทดสอบฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัด 4 ประเภทไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดลอง ผู้ศึกษาวิจัยมั่นใจว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางบางทีก็อาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องทดลองขั้นต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นรูปแบบการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แม้กระนั้นไม่เคยทราบว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายหรือไม่ การศึกษาค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแม้กระนั้นโบราณได้ ถ้าเกิดแม้กระนั้นควรจะมีการเล่าเรียนเพิ่มอีกถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปพิจารณาฤทธิ์สำหรับในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับในการลดไข้แต่ว่าเป็นพิษต่อสัตว์ทดสอบ การค้นคว้าทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองชนิดหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) รวมทั้งอัลค้างลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อสำรวจฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีต้นเหตุที่เกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์เหมือน curare จากการตรวจหาสูตรองค์ประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในจำพวก aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษกระทันหัน รวมทั้งครึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          ศึกษาพิษกระทันหันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ และเพศเมีย ประเภทละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของภาวการณ์เป็นพิษเกิดขึ้น แล้วก็  ไม่มีการแสดงความประพฤติที่ไม่ดีเหมือนปกติ รวมถึงไม่มีการตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู ปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กก. (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของปริมาณที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่หนูทดลอง เพศผู้ แล้วก็เพศเมีย ชนิดละ 10 ตัว แต่ละวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 แล้วก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันเป็นเวลานาน 90 วัน   ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านการกระทำ และก็สุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกรุ๊ปควบคุม จะมีการทดลองในวันที่ 90 แล้วก็ 118 โดยตรวจร่างกาย และก็มีกรุ๊ปที่ติดตามผลต่อไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด และเยื่ออวัยวะภายใน ไม่เจอการเกิดพิษ  ผลการศึกษาเรียนรู้ทำให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ส่งผลให้เกิดพิษทันควัน และก็พิษครึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ในหนูเพศผู้ และเพศภรรยา
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มโดยทันที เพราะถ้าทิ้งไว้นานเหลือเกินจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเกิดการบูดขึ้นได้ แต่สามารถนำมาแช่ตู้แช่เย็นได้ รวมทั้งควรดื่มให้หมดด้านใน 3 วัน
  • สำหรับการดื่มน้ำย่านาง ควรจะดื่มก่อนกินอาหารหรือตอนท้องว่างราวครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่มีความรู้สึกว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เหมือนกัน
  • ควรดื่มปริมาณแต่ว่าพอดิบพอดี ถ้าดื่มแล้วรู้สึกแพ้ คลื่นเหียน ก็ควรจะลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดน้อยลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์

3

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อเขตแดน  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
วงศ์  Rubiaceae
ถิ่นเกิด   ลูกยอ Morinda citrifolia คือผลไม้เขตร้อนพบได้บ่อยบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นอาหารมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) และก็ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศอื่นๆโดยมีตำนานว่า คนภายในโบราณกาล (ที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูแล้วก็ได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นของกินขึ้นฐานรากที่สร้างเสริมส่วนต่างๆของร่างกายและก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนโบราณรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยกันบันทึกและจำถัดมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดลักษณะการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน คนจีน ชาวอินเดีย รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ระบาดพันธุ์ของยอนั้นเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากถูกนำติดตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิคตอนใต้ โดยบรรดาผู้หนีภัย และก็มันสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินภูเขาไฟที่ไร้มลภาวะ รวมทั้งมีการแพรกระจายประเภทไปยังดินแดนใกล้เคียง
แต่อีกหนังสือเรียนหนึ่งบอกว่าเป็นไม้พื้นเมืองในเอเซียอาคเนย์ แต่มีผู้น าไปแพร่พันธุ์จนกระจัดกระจายไปทั่วประเทศอินเดีย รวมทั้งตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิกและหมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งยังในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน รวมทั้งจะให้ผล
ซึ่งในขณะนี้พืชชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกามอง” (Mergadu) ในเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกกันว่า “โนนู” แล้วก็ในเกาะซามัว ทองคำกา ราราทองกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือว่า “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงโดยประมาณ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ 5-10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับอายุ แล้วก็ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางชิดกับเนื้อไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบคายสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้แลดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบคนเดียว (simple leaf) แทงออกตรงกันข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างราวๆ 10-20 ซม. ยาวประมาณ 15-30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากมายจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. โคนใบ รวมทั้งปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบใบ รวมทั้งผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งคู่ด้าน ข้างบนใบพบมากเป็นตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมผู้เดียวๆสีขาว ทรงเสมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวราวๆ 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกบริบูรณ์เพศที่มีทั้งยังเกสรตัวผู้ แล้วก็เกสรตัวเมีย กลีบรองดอก แล้วก็โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราวๆ 8-12 มม. ผิวดอกภายนอกเรียบ ข้างในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวราว 4-5 มม. เกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย ยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวประมาณ 3 มม.
ผล  ผลเป็นชนิดผลรวม (multiple fruit) เหมือนกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมชิดกันได้ผลใหญ่ตามที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราว 3-5 เซนติเมตร ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง แล้วก็กลายเป็นสีขาวจนถึงเน่าตามอายุผล เม็ดในผลมีจำนวนไม่น้อย เมล็ดมีลักษณะแบน ข้างในเม็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเม็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                ยิ่งกว่านั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังต่อไปนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด พบได้รอบๆหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ฮาวาย ตาฮิติ ฯลฯ
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลเล็ก พบบ่อยในทวีปเอเชีย อาทิเช่น ไทย พม่า ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย อินเดีย และหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีทั้งยังสีเขียว แล้วก็สีขาว เจอทั่วๆไปบริเวณหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นสามารถขายชนิดด้วยวิธีอื่นได้เหมือนกัน อย่างเช่น การปักชำ การตอน แต่การเพาะเม็ดจะได้ผลที่ดีกว่าแล้วก็อัตราการรอคอยดจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้ขั้นตอนการบีบแยกเมล็ดออกมาจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และกรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ตกจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เมล็ดที่ได้จำเป็นต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  และก็นำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงประมาณ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์พืชที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมาก แล้วก็ยังเป็นพืชที่ทนต่อสภาพดินเค็มและก็สถานการณ์แห้งอีกด้วย ก็เลยทำให้มีการแพร่ขยายประเภทอย่างเร็วส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในยอ อีกทั้งในส่วนของ  ผล ใบ แล้วก็ราก มีหลายอย่าง เป็นต้นว่า scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกลุ่ม anthraquinones ได้แก่ anthraquinone glycoside , morindone และ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    นอกเหนือจากนี้ยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene และก็  linoleic acid ซึ่งสารกลุ่มนี้สารประเภทได้มีการทดลองคุณลักษณะของสารแล้วว่ามีผลที่สามารถประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้ นอกจากนี้ยังพบสารประเภทใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside และก็ iridoid glycoside ในใบยอโดยสารทั้งสองมีผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ของยอนั้นมีในด้านการนำไป บริโภคเป็นของกินและก็การนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านค้าของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีจำนวนมากหลายแบบอย่างดังนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ทั้งดิบๆหรือแต่ง อย่างเช่น บางหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก กินผลยอเป็นอาหารหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งชาวพื้นเมืองประเทศออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหรี่ รวมทั้งใช้เม็ดของยอคั่วรับประทานได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน นำมาลวกรับประทานกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก แล้วก็ในปัจจุบันมีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีสาระ ทางด้านคุณประโยชน์ของของกินที่มี วิตามินซี วิตามินเอ และธาตุโปแตสเซียมสูง ยิ่งไปกว่านั้นจะมีลักษณะเสมือนพืชผักผลไม้เยอะแยะเนื่องจากมีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจัดว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ รวมทั้งต้านโรคมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกบอกว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังต่อไปนี้  แบบเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย เหงือกบวม ขับระดูเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคร่ำ แก้เสียงแหบแห้ง แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กระษัย แก้อ้วก  โดยนำมาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาไทยบอกว่าผลอ่อนกินเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกเป็นยาขับประจำเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือน้อย อมแก้เหงือกเปื่อยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           ตำรายาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่ส่งผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง มีผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา สรรพคุณแก้สมุฎฐานที่ตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตทุพพลภาพ ส่วนอีกตำราหนึ่งบอกว่าคุณประโยชน์ของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก คุณประโยชน์เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมฝาด สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องเสียในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ด คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต รอบเดือนของสตรี ฟอกโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นฉุน คุณประโยชน์ผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
แบบ/ขนาดการใช้
แก้คลื่นไส้ที่เกิดขึ้นจากธาตุไม่ปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆย่าง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ครั้งละ  2  กำมือ  น้ำหนักราวๆ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำจิบแต่น้ำเสมอๆตอนที่มีลักษณะ  ถ้าดื่มทีละมากมายๆจะมีผลให้อ้วก
ใบสดใช้ต้มน้ำหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมถึงใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กระษัย  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสลด แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้โรคเบาหวาน ป้องกันโรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำกินหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค โรคเบาหวาน คุ้มครองปกป้องโรคหัวใจ และก็หลอดเลือด ต่อต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์เป็น asperuloside ใช้แก้คลื่นไส้ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แล้วก็ไส้ ช่วยขับรอบเดือน แก้ประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
รากเอามาต้มหรือดองสุรารับประทานเป็นยาระบาย แก้กษัย ช่วยเจริญอาหาร คุ้มครองโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิต
ไอระเหยจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาอาการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือภายในปาก ลูกยอสุก ใช้กิน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือกินเพื่อฆ่าพยาธิภายในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยวิธีการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู สิ่งแรกให้เลือกลูกยอห่าม เอามาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือดกกระทั่งเกินความจำเป็น แล้วนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยย่างให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาส่วนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและก็มีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำกระทั่งเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองประเภทลงไปต้มพร้อม ใส่น้ำตาลกรวดเพียงพอหวาน ทิ้งเอาไว้สักพักแล้วยกลงจากเตา รอจนกระทั่งอุ่นแล้วเอามารับประทาน ที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่ไว้ในตู้เย็นและหลังจากนั้นก็ค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์ช่วยแก้อาการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ลงไปในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอาเจียน   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มที่แล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วต่อจากนั้นนำมาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟอบอวลๆให้แห้งไหม้เกรียม นำมาบดเป็นผุยผง แล้วใช้ผงมาประมาณ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งไว้ราว 15 นาที กรองมัวแต่น้ำใส่กระติกสำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาราว 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง เวลาคลื่นไส้ อ้วก
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้คลื่นไส้ อาเจียน การศึกษาเล่าเรียนการใช้น้ำผลยอในการหยุดอ้วก โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียน และก็น้ำชาซึ่งใช้ในกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไข้จับสั่น 92 ราย ที่มีอาการอาเจียนอาเจียน ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มล. กินทุก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 2 กินน้ำชา 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง รวมทั้งกรุ๊ปที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มิลลิกรัม) เวลามีอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ทุก 4 ชั่วโมง จดบันทึกปริมาณครั้งการอาเจียนก่อนรวมทั้งข้างหลังการให้ยาทุกราย จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณครั้งการอ้วกก่อนให้ยาอีกทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าไม่ต่างอะไรกัน แต่ว่าปริมาณการอ้วกกลุ่มที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ และน้ำชามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด แปลว่ายอลดอาการคลื่นไส้ได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้าน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถรีบการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อ้วกด้วย  apomorphine แต่ว่าไม่สามารถต้านทานฤทธิ์ของ apomorphine ในการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีแถลงการณ์ว่าสาร acubin L-asperuloside รวมทั้ง alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ อาทิเช่น Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella และ Shigella
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการศึกษาค้นพบสารชนิดหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์ในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการขัดขวางการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการตำหนิดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic อาทิเช่น Rifampcin
ฤทธิ์ระงับความปวด (Analgesic activity) มีกล่าวว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดสอบ แล้วก็ผลของการวิจัย โดย ผศ.ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์หยุดปวดในสัตว์ทดลอง

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางช่องท้องหนูพบว่า ค่า LD50 เท่ากับ 0.75 กรัม/กิโลกรัม สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 กรัม/กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดลองพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความไม่ปกติใดๆในค่าตรวจทางชีวเคมีในเลือด รวมทั้งค่าตรวจทางโลหิตวิทยา นอกจากนั้นการทดลองความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษอีกทั้งแบบทันควันและแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มิลลิกรัม/มล.ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ตอนที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มรวมทั้งน้ำจากรากทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ช่วงเวลาที่สารสกัดเฮกเซนแล้วก็เมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรระวัง

  • สารโพรซีโรนินที่เจอในน้ำลูกยอ อยากน้ำย่อยเปปสิน (Pepsin) และก็ภาวะความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนเป็นซีโรนิน โดยเหตุนี้ แม้กินน้ำลูกยอขณะที่ท้องอิ่มแล้วจะทำให้มีผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดลง
  • ค่า รวมทั้งสรรพคุณน้ำลูกยอจะลดลงเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรทำให้เมล็ดยอแตก เนื่องจากสารในเม็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจจะก่อให้ถ่ายบ่อยครั้งได้
  • ผู้เจ็บป่วยโรคไตไม่สมควรดื่มน้ำลูกยอ ด้วยเหตุว่ามีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายทันควันได้
  • สตรีมีครรภ์ไม่สมควรบริโภคลูกยอ เพราะเหตุว่าผลยอมีฤทธิ์ขับเลือด อาจจะทำให้แท้งบุตรได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.


4

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (กรุงเทพมหานคร) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ดง (เพชรบุรี) ต้นหญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  หญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีบ้านเกิดแถวเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาและก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายพันธุ์ไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อย่างเช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วรวมทั้งขับเยี่ยวมานานแล้ว จนถึงในตอนนี้มีการทำการศึกษาเกี่ยวกับต้นหญ้าหนวดแมวว่าสามารถรักษาโรคแล้วก็สภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความนิยมสำหรับในการใช้หญ้าหนวดแมวมากเพิ่มขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. แก่นับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแล้วก็กิ่งก้านค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง รวมทั้งมีขนบางส่วน แตกกิ่งก้านสาขามาก โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งชัน ตามยอดอ่อนมีขนกระจัดกระจาย ใบเป็นเดี่ยว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆยกเว้นขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบทั้งยังข้างบนรวมทั้งข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้ง ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยโดยประมาณ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วแต่งแต้มรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอน้อย ยาว 2.5-4.5 มม. เมื่อเป็นผลยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ข้างนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่มากยิ่งกว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางด้านหลัง ปากล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างยาวกว่าคู่บนเล็กน้อย ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ชิดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบเห็นได้ชัดเสมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวราว 1-2 มิลลิเมตร ผลจะเจริญรุ่งเรืองเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น มีดอกและก็ติดผลราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม ชอบขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าขอบลำธาร หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ ต้นหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดีในดินชื้น คล้ายกับกระเพราและโหระพา จึงทนต่อสภาพแห้งได้น้อย ฉะนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวจำเป็นต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างชื้นเสมอหรือมีระบบระเบียบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ในฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                อีกทั้งหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน และมีสารอินทรีย์สูง เพราะฉะนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเพิ่มสารอินทรีย์ อาทิเช่น ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยธรรมชาติ ก่อนกระพรวนผสมให้เข้ากันแล้วก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี คือ

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวโดยประมาณ 15-20 ซม. ต่อจากนั้น เด็ดกิ่งกิ้งก้าน และใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมกับเด็ดยอดทิ้ง ก่อนเอามาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเม็ด นำเมล็ดหว่านลงแปลงที่จัดแจงไว้ โดยหว่านให้เม็ดมีระยะห่างกันราว 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลจนกระทั่งต้นกล้าอายุราวๆ 20-30 วัน หรือสูงราว 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


หญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากความชุ่มชื้นสูง ถ้าขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยวเฉา และตายได้รวดเร็วทันใจ ดังนั้น กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกในแปลงแล้ว ต้องมีการให้น้ำอย่างน้อย 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว แก่เก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน หลังปลูก อาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
ส่วนประกอบทางเคมี
ต้นหญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่สะดุดตาคือ สารกลุ่ม phenolic compoundsยกตัวอย่างเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และeupatorin และ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกนั้นยังพบ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin พบสารกลุ่มฟลาโม้น ได้แก่ sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และก็Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในต้นหญ้าหนวดแมวกลุ่มนี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาแล้วก็เภสัชวิทยามากไม่น้อยเลยทีเดียว ดังเช่น การขับปัสสาวะ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครอง ตับ ไต และก็กระเพาะ ลดระดับความดันเลือด ต้านทานสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต้านการอักเสบ เบาหวาน และก็จุลชีวัน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความต้องการกินอาหาร (anorexic  activity)  รวมทั้งปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 โครงสร้างทางเคมีของสารพฤกษเคมีในหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
สรรพคุณ  ต้นหญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนไทยได้ประยุกต์ใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีคุณประโยชน์ตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา กินขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต และก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย และไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ บรรเทาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับฉี่ ขับนิ่ว ทั้งต้น แก้โรคไต ขับฉี่ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง แล้วก็บั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้หนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ส่งผลการศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่า ต้นหญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันโลหิตสูง หญ้าหนวดแมวทำให้ความดันโลหิตลดน้อยลง รวมทั้งยังสามารถลดสภาวะเส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยในคนไข้กลุ่มนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • การติดเชื้อระบบทางเดินเยี่ยว โรคนี้หมอมักชี้แนะให้ผู้เจ็บป่วยกินน้ำมากมายๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มต้นหากกินน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยทำให้หายได้โดยไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากมายๆเหมือนเป็นการช่วยให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบฟุตบาทเยี่ยวไปเรื่อยยิ่งขับออกเร็วมากเท่าไรอาการโรคก็จะหายเร็วขึ้นมากเท่านั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเท้าฉี่ก็จะกระตุ้นการหลั่งสารกลุ่ม cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ได้ผลเฉพาะที่ในระบบทางเท้าปัสสาวะรวมทั้งกระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นทำให้เกิดการปวด อักเสบ และมีไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ รวมถึงป้องกันไม่ให้เชื้อเกาะติดเนื้อเยื่อระบบทางเดินเยี่ยว เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำฉี่ได้เร็วขึ้น
  • โรคเบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงเพราะว่ายับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี α-glucosidase แล้วก็  α-amylase  และก็ลดพิษจากการได้รับกลูโคสจำนวนสูง จึงสามารถประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้โดยสวัสดิภาพรวมทั้งตำราเรียนยาโบราณยังบางทีอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว ต้นหญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ อีกทั้งยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • มะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลากหลายประเภทรวมทั้งลดการผลิตเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้แตกออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง จึงให้ผลดีสำหรับเพื่อการร่วมรักษามะเร็งได้
  • ท่อฉี่ตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากสำหรับเพื่อการช่วยขับปัสสาวะในคนเจ็บที่มีปัญหาในเรื่องท่อฉี่ตีบแคบซึ่งเจอได้ย่อยในคุณผู้หญิงสูงอายุ เพราะว่าทำให้กล้ามเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับฉี่
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเหลือเกิน ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง เอามา 4 กรัม หรือ 4 จับมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นเดียวกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ราวๆ 2-3 ใบ (ควรที่จะเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (ประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียน คลื่นไส้ แบบเรียนยาให้ใช้ใช้อีกทั้งใบ แล้วก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การศึกษาทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวส่วนใหญ่จะมีด้านฤทธิ์การขับปัสสาวะแล้วก็ฤทธิ์ในการรักษานิ่ว ดังเช่นว่า

  • มีสารฤทธิ์ขับเยี่ยว ทดสอบป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 แล้วก็จำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวและก็ขับโซเดียมได้ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 70 แต่ว่าขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคเจริญมากมาย แล้วก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีปริมาณสารสำคัญ เช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และ cichoric acid สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 70 แต่ว่ามีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่วในทางเดินฉี่ส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนป่วยที่ได้รับหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า และก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ว่าไม่ได้ต่างอะไรกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันโลหิตน้อยลงบางส่วน ในเวลาที่กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ผู้ป่วยที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะต้น (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แม้กระนั้นไม่พบความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในเยี่ยวในวันที่ 30 ของการทดลองน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะทั้งคู่กรุ๊ปไม่มีความต่างกัน เวลาที่พบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่มีความต่างอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ยิ่งกว่านั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนไข้ที่ให้รับประทานยาต้มที่จัดเตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันนาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางคลินิกที่ดี พบว่าเยี่ยวของผู้เจ็บป่วยมีลักษณะท่าทางเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งแนะนำว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้


    นอกจากนี้ยังมีการทำการวิจัยในเมืองนอกของฤทธิ์ในการบรรเทาแล้วก็รักษาอาการของโรคต่างๆดังต่อไปนี้

  • การขับฉี่ (diuresis) ตอนนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้งยัง A1 A2A A2B และ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ชนิด A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่ครอบคลุมถึง adenosine receptor อีก 3 จำพวกด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่กล้ามเนื้อเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับปัสสาวะ ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้ชี้แจงการขับปัสสาวะได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากมายและก็ยังไม่รู้กลไกที่แจ่มชัด ยาแผนโบราณใช้ต้นหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการรักษานิ่ว Gao แล้วก็ภาควิชาบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของต้นหญ้าหนวดแมวในการปรับปรุงนิ่วที่เกิดขึ้นมาจากผลึกของ calcium oxalateในเนื้อเยื่อไตของหนูทดลอง โดยการทำให้สาร biomarker กว่า 20 ประเภทที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถกลับสู่สภาวะธรรมดาได้การดำเนินงานของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยยิ่งไปกว่านั้นเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และก็ citrate cycle นอกนั้นยังมีรายงานเพิ่มเติมอีกว่าการขับเยี่ยวอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยขับกรดยูริครวมทั้งป้องกัน  uric acid stone formation
  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทเยี่ยว (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเท้าฉี่ ผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดคือ นอกเหนือจากที่จะขับปัสสาวะที่ช่วยให้ลักษณะของการติดเชื้อแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบฟุตบาทเยี่ยวได้ง่ายรวมทั้งเร็วขึ้น ยิ่งกว่านั้นคุณลักษณะในการต้านทานปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากสภาวะขบวนการออกซิเดชัน (oxidative stress) จึงลดการเจ็บที่เกิดจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญเป็น lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผลเป็น (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณลักษณะตามอักเสบได้ดี จึงมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout และโรคอันมีเหตุมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบคือยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ต่ำลงสาร eupatorin แล้วก็ sinensetin ยับยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide และก็ PGE2 ลดลงเป็นลำดับ นอกเหนือจากสารกลุ่ม phenolic compounds  คือ eupatorin และsinensetin แล้วสารกลุ่ม diterpines ในต้นหญ้าหนวดแมวก็สามารถยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดการณ์ว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณลักษณะลดการเกิดไข้ได้ขึ้นรถสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็น rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin และ tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต้านอักเสบและก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดของกินปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และปวดจะพบมากสำหรับเพื่อการติดโรคของระบบฟุตบาทเยี่ยว
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้ต้นหญ้าหนวดแมวในคนป่วยเบาหวานคงจะมีความปลอดภัยสูงเพราะสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและปกป้องความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมกลุ่มฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อกระทำสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดสอบฤทธิ์การหยุดยั้งเอนไซม์ a-glucosidase แล้วก็a-amylase ก็พบว่าคุณภาพของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และ 4.63 มก.ต่อมิลลิลิตร เป็นลำดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพของsinensetin สำหรับในการยับยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 รวมทั้ง 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรตามลำดับ ก็เลยสันนิษฐานว่าสาร sinensetin บางทีอาจเป็นสารสำคัญประเภทหนึ่งในการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวสำหรับการต่อต้านเบาหวานประเภทที่ไม่ขึ้นอยู่กับอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันเลือดสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวะหลอดเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการหยุดยั้งตัวรับ alpha 1 adrenergic และ angiotensin 1 จึงคงจะปลอดภัยในผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่มีอันตรายในคนป่วยความดันเลือดสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับในการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกลุ่ม diterpenes และ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ได้ผลที่น่าสนใจ สำหรับการยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % เป็นค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถเห็น nuclearcondensation และก็ความแตกต่างจากปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำสกัดสาร eupatorin มาทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายๆชนิดก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการหยุดยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบรรเทาในขณะนี้เป็น eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ธรรมดา
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ อย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนถาวรแล้วก็แข็งแรง จึงลดการเกิดรอยแผลของระบบฟุตบาทฉี่ได้  นอกเหนือจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการเสียชีวิตแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมด้วยลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho และก็แผนกทดลองใช้วิธีultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันดียิ่งขึ้น โดยเจอสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และsinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวถึงมาแล้ว


การศึกษาทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและก็ลำต้นเข้าท้องหนูแรทเพศผู้และเพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้และเพศเมีย เจอความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศแต่ละวันต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่พบความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด รวมทั้งพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และเมื่อศึกษาความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเสมอกันกับ 11.25, 112.5 และก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเจ็บโรคนิ่วในท่อไต ไม่พบความต่างของการเจริญเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะด้านนอกหรือความประพฤติที่แตกต่างจากปกติ แล้วก็ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ยกเว้นจำนวนเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/โล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม   ยิ่งกว่านั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกรุ๊ปมีการเจริญวัยและก็ทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความผิดปกติในระบบเลือดวิทยาและความผิดปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดหรูหราโซเดียมต่ำลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีแนวโน้มสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/โล/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับและม้ามมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ดีการตรวจทางจุลพยาธิสภาพไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติที่เซลล์ตับรวมทั้งอวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/โล/วัน ที่มีจำนวนเพิ่มมากกว่ากรุ๊ปควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่จำต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมและก็โปแตสเซียมหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมาก ถ้าเกิดไตเปลี่ยนไปจากปกติก็จะไม่อาจจะขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นให้เกิดโทษต่อสุขภาพร่างกายอย่างร้ายแรง และยังมีฤทธิ์สำหรับในการขับเยี่ยวให้ออกมามากกว่าปกติ และก็เกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากนั้น บางครั้งอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วไม่ปกติ ก็เลยอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การใช้ใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และควรจะใช้ใบอ่อน เนื่องจากใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจจะส่งผลให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งและก็ดก ไม่อ่อนห้อยลงมา ลำต้นดูเจ้าเนื้อเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงสีแดงเข้ม รวมทั้งดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นมันแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่เป็นผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรหญ้าหนวดแมว ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เพราะว่าหญ้าหนวดแมวจะก่อให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ผลข้างเคียงของหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนปกติที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจพบได้คือ ใจสั่น หายใจลำบาก โดยเหตุนี้การใช้สมุนไพรชนิดนี้ครั้งแรก หากใช้กรรมวิธีการชงดื่มให้ใช้แนวทางจิบๆดูกร ถ้าเกิดมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติก็ควรจะหยุด แล้วกินน้ำตามให้มากๆสักพัก

5

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
โรคกระดูกรุน เป็นอย่างไร โรคกระดูกพรุนโดยปกติ เป็นภาวะที่จำนวนธาตุ (ที่สำคัญคือแคลเซียม) ในกระดูกลดลง ร่วมกับความเสื่อมโทรมของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นโครงสร้างข้างในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น ก็เลยเปราะบางแตกหักง่าย รอบๆที่พบการหักของกระดูกได้บ่อยมาก ดังเช่น ข้อมือ สะโพก และสันหลัง  ส่วนคำอธิบายศัพท์ของภาวการณ์กระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน หมายถึง สภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density : BMD) ต่ำลงซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบาง แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะกำเนิดกระดูกหักได้ง่าย โดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นหลักเกณฑ์สำหรับในการวินิจฉัยภาวการณ์กระดูกพรุนที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1994 โดยเทียบเทียงค่า BMD ของคนไข้กับของวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงโดยใช้ค่า T-score เป็นกฏเกณฑ์ ผู้ที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD) ต่ำยิ่งกว่า -2.5 วิเคราะห์ว่ามีภาวการณ์กระดูกพรุน ตอนที่ค่า -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามีสภาวะกระดูกบาง (osteopenia) และก็ ค่ามากยิ่งกว่า -1.0 จัดว่ากระดูกปกติ
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้ทั่วไปในคนชรา โดยยิ่งไปกว่านั้นในหญิงวัยหมดประจำเดือน (มักไม่ค่อยเจอในเด็กรวมทั้งคนวัยหนุ่มสาว ยกเว้นในเรื่องที่มีสภาวะปัจจัยเสี่ยง) โดยผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึงปริมาณร้อยละ 30-40 ในตอนที่เพศชายมีโอกาสจำนวนร้อยละ 13 โดย หญิงช่วงอายุ 10 ปีแรกข้างหลังหมดระดู กระดูกจะบางลงเร็วมาก ชี้แจงได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ขาดฮอร์โมนผู้หญิงที่มีชื่อว่าเอสโตรเจน นอกจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังมีต้นเหตุที่เกิดจากความเสื่อมถอยตามวัยซึ่งเจอได้ทั้งยังในผู้ชายและก็สตรี  แล้วก็เป็นโรคที่คนโดยมากมักมองข้ามเนื่องจากจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดภาวะสอดแทรก(การหักของกระดูกต่างๆได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง) ทำให้คนส่วนใหญ่มิได้รับการตรวจหรือรักษา อย่างทันเวลากระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหักของกระดูกตามอวัยวะต่างๆตามที่กล่าวมา (โดยเฉพาะกระดูกบั้นท้าย)
                จากการคาดคะเนโดยประมาณขององค์การอนามัยโลก คาดว่าใน ค.ศ.2050 จะมีผู้เจ็บป่วยเนื่องด้วยกระดูกสะโพกหักสูงถึง 6.25 ล้านคน ซึ่งมากขึ้นจากการรายงานในปี คริสต์ศักราช 1990 ที่มีจำนวนผู้เจ็บป่วยเพียงแต่ 1.33 ล้านคน เนื่องมาจากสภาวะกระดูกพรุนมีความสัมพันธ์กับกระดูกสันหลังสถิติดังที่กล่าวมาข้างต้นจึงสะท้อนถึงจำนวนผู้ที่มีสภาวะกระดูกพรุนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกรุ๊ปทวีปเอเชียซึ่งพบว่าในจำนวนพลเมือง
กระดูกบั้นท้ายหักทั่วทั้งโลกในปี ค.ศ.1990 จำนวนร้อยละ 30 เป็นชาวเอเชียแล้วก็ในปี 2050 คาดว่าชาวเอเชียจะสามัญชนคนไข้กระดูกสะโพกหักถึงร้อยละ 50 ของมวลชนโลกทั้งสิ้น
สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลเมื่อปี 2555) ยังไม่มีการศึกษาถึงสถิติโรคกระดูกพรุนเป็นรายปี แต่จากสถิติปริมาณราษฎรผู้สูงอายุของเมืองไทยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็เลยทำให้ความชุกของโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยยิ่งไปกว่านั้นในคนที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะเจอโรคกระดูกพรุนได้มากกว่า 50% โดยพบภาวการณ์กระดูกพรุนรอบๆสันหลังส่วนเอว 15.7-24.7% รอบๆกระดูกบั้นท้าย 9.5-19.3% อุบัติการณ์ของกระดูกบั้นท้ายหักในสตรีวัยหมดระดูที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปได้จำนวน 289 ครั้งต่อพลเมือง 1 แสนรายต่อปี
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากกระดูกประกอบด้วย โปรตีน คอลลาเจน และก็แคลเซียม โดยมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นตัวทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างและสลายตัวอยู่ตลอดระยะเวลา กล่าวคือ ตอนที่มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ก็มีการสลายแคลเซียมในเนื้อกระดูกเก่าออกมาในเลือดแล้วก็ถูกขับออกมาทางฉี่และก็อุจจาระ ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโต มวลกระดูกจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุประมาณ ๓๐-๓๕ ปี จากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการผลิต ทำให้กระดูกค่อยๆบางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ ในผู้หญิงตอนหลังวัยหมดระดู ซึ่งมีการลดน้อยลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอย่างเร็ว ฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็ชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อพร่องฮอร์โมนจำพวกนี้ก็จะทำให้กระดูกบางตัวลงอย่างเร็ว จนเกิดภาวะกระดูกพรุน
ส่วนกลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่ทราบ แต่ในพื้นฐานพบว่ามีเหตุมาจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) แล้วก็เซลล์ซึมซับทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงควรมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองแบบนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลเกิดได้จากหลายกรณีเป็น

  • อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆจึงเสื่อมลงรวมถึงเซลล์สร้างกระดูก การสร้างกระดูกจึงลดลง แต่เซลล์ทำลายกระดูกยังดำเนินงานได้ตามธรรมดาหรืออาจทำงานมากขึ้น
  • ฮอร์โมน - การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อย่างการเข้าสู่วัยหมดระดู ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกพรุนและก็บอบบางลง ส่วนในผู้ชายจะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ลดลง
  • พันธุกรรม - ผู้ที่มีญาติสนิทสนมทางสายเลือดที่มีประวัติมีอาการป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ก็มีความเสี่ยงที่กำลังจะได้รับพันธุกรรมโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นไปด้วย
  • ความเปลี่ยนไปจากปกติในการปฏิบัติงานของต่อมแล้วก็อวัยวะต่างๆ- เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตแล้วก็ตับดำเนินงานไม่ปกติ
  • โรคและก็การเจ็บป่วย - คนเจ็บที่มีสภาวะกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆได้แก่ โรคที่เกี่ยวพันกับตับ ไต กระเพาะ ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความผิดแปลกทางการรับประทาน โรคภูมิแพ้ตนเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก
  • การบริโภค - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยเกินไปต่อความอยากของร่างกายสำหรับการสร้างกระดูกรวมทั้งการเติบโต กินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างของกินจำพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งสูบบุหรี่
  • การใช้ยา - คนที่ป่วยไข้และจะต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ได้แก่ กลุ่มยาสเตียรอยด์ ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเหมือนกัน เพราะตัวยาบางชนิดจะออกฤทธิ์ไปก่อกวนกระบวนการสร้างกระดูก ตัวอย่างเช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • การใช้ชีวิตประจำวัน - การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือการขาดการบริหารร่างกายอย่างเพียงพอ


อาการโรคกระดูกพรุน ส่วนใหญ่ชอบไม่มีอาการแสดง จนถึงกำเนิดไม่ปกติของส่วนประกอบกระดูก ดังเช่นว่า ปวดข้อมือ บั้นท้าย หรือหลัง (เนื่องมาจากกระดูกข้อมือ บั้นท้าย หรือสันหลังแตกหัก) ส่วนสูงลดน้อยลงจากเดิม (เพราะเหตุว่าการหักแล้วก็ยุบของกระดูกสันหลัง ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว ฯลฯ) ถ้าเป็นโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ
อีกทั้งคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะเสี่ยงต่อการหักของกระดูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มากชองภาวะกระดูกพรุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อมือ ซึ่งมีผลกระทบต่อการ
สูญเสียเศรษฐกิจของชาติและคุณภาพชีวิตของคนป่วย แล้วก็โดยส่วนใหญ่จะมีเหตุมาจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงหรือมีแรงกระแทกต่ำ เช่น กระดูกหักจากการเปลี่ยนท่ายืนหรือนั่ง, กระดูกหักขณะก้มถือของหรือชูของหนัก, ซี่โครงหักเพียงแค่ไอหรือจาม, กระดูกข้อมือหักจากการใช้มือจนถึงตัวเอาไว้จากการลื่นหรือหกล้ม, กระดูกสะโพกหักจากตูดชนกับพื้น เป็นต้น
ขั้นตอนการรักษาของโรคกระดูกพรุน เพราะสภาวะกระดูกพรุนจำนวนมากไม่ปรากฏอาการแสดงที่เปลี่ยนไปจากปกติกระทั่งจะมีการหักของกระดูก แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอาทิเช่น อาการปวดเกิดขึ้น การตรวจรวมทั้งวินิจฉัยการสูญเสียมวลกระดูกให้ได้ก่อนจะเกิดการหักของกระดูกจึงเป็นหัวข้อหลัก โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จากประวัติอาการ ประวัติความเป็นมาป่วยไข้ต่างๆประวัติการออกกำ ลังกาย อายุ การตรวจร่างกาย รวมทั้งจะกระทำวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)  แล้วนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าธรรมดาในเพศแล้วก็อายุช่วงเดียวกัน หากกระดูกมีค่ามวลกระดูกน้อยกว่า 1.00 gm/cm2 จะได้โอกาสกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งการแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • กระดูกธรรมดา (Normal bone)เป็นกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าถัวเฉลี่ย (-1 SD)
  • กระดูกบาง (Osteopenia)หมายถึงกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างช่วง -2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (-1 ถึง -2.5 SD )
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis)หมายถึงกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำลงมากยิ่งกว่าค่าถัวเฉลี่ยเกินกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ต่ำลงยิ่งกว่า -2.5 SD)
  • กระดูกพรุนอย่างหนัก (Severe or Established osteoporosis) คือ กระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำกว่าค่าถัวเฉลี่ยมากกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับการมีกระดูกหัก


การตรวจด้วย dual-energy x-ray absorptiometry (DEXA) ได้รับการยอมรับว่าเป็นกระบวนการตรวจที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) มีความถูกต้องแน่ใจแม่นยำที่สุดในการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแม้ว่าจะสูญเสียมวลกระดูกไปเพียงร้อยละ  1 ก็ตาม กรรมวิธีการรักษาโรคกระดูกพรุนเป็น เพิ่มหลักการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็หยุดหรือลดหลักการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก
โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาผู้ที่มีสภาวะกระดุพรุน ดังนี้

  • สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มีกระดูกพรุน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน หมอจะให้กินแคลเซียม ดังเช่นว่า แคลเซียมคาร์บอเนต ครั้งละ ๖๐๐-๑,๒๕๐ มิลลิกรัม วันละ ๒ ครั้ง แล้วก็บางทีอาจให้วิตามินดีวันละ ๔๐๐-๘๐๐ มก. ร่วมด้วยในรายที่อยู่แต่ว่าในร่ม (ไม่ได้รับแสงอาทิตย์) ตลอดระยะเวลา
  • สำหรับหญิงหลังวัยหมดระดู แพทย์บางทีอาจพิจารณาให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนชดเชย ได้แก่ conjugated equine estrogen (ชื่อทางด้านการค้า ได้แก่ Premalin) ๐.๓-๐.๖๒๕ มิลลิกรัม หรือ micronized estradiol ๐.๕-๑ มิลลิกรัม วันละครั้ง ในรายที่มีสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้หรือส่งผลข้างเคียงมากมาย บางทีอาจให้ราล็อกซิฟิน (raloxifene) แทนในขนาดวันละ ๖๐-๑๒๐ มก. ยานี้ออกฤทธิ์เหมือนเอสโทรเจน แต่ว่าส่งผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • สำหรับผู้ชายแก่ที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนร่วมด้วย บางทีอาจจะต้องให้ฮอร์โมนชนิดนี้เสริม
นอกเหนือจากนั้น บางทีอาจพินิจให้ยากระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม แล้วก็/หรือยาลดการสลายกระดูกเพิ่มเติมอีกแก่คนเจ็บบางราย ดังเช่นว่า

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ที่นิยมใช้ได้แก่ อะเลนโดรเนต (alendronate) ๑๐ มิลลิกรัม ให้กินวันละ ๑ ครั้ง หรือ ๗๐ มิลลิกรัม สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก คุ้มครองปกป้องการแตกหักของกระดูกสันหลังรวมทั้งบั้นท้าย เหมาะกับผู้เจ็บป่วยชาย คนเจ็บหญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน และใช้คุ้มครองป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุนในคนที่จะต้องรับประทานยาสตีรอยด์นานๆ
  • แคลซิโทนิน (calcitonin) มีทั้งยังประเภทพ่นจมูกรวมทั้งฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ลดอาการปวด เนื่องมาจากการแตกหักและก็ยุบของกระดูกสันหลังอีกด้วย


คนป่วยจำต้องใช้ยาเสมอๆ หมอจะนัดมาตรวจเป็นระยะ บางทีอาจจำต้องกระทำตรวจกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูก (สำหรับผู้ที่รับประทานเอสโทรเจน) ปีละ ๑ ครั้ง ตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุก ๒-๓ ปี เอกซเรย์ในรายที่สงสัยมีกระดูกหัก เป็นต้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกหัก ก็ให้การรักษา ดังเช่น การเข้าเฝือก การผ่าตัด แนวทางการทำกายภาพบำบัด เป็นต้น
ในรายที่มีโรคหรือสภาวะที่เป็นต้นเหตุของโรคกระดูกพรุนจำพวกทุติยภูมิ ก็ให้การรักษาไปพร้อมเพียงกัน
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคกระดูกพรุน สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคกระดูกพรุนนั้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ชนิด คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ แล้วก็ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ (ตารางที่ 1) คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายสาเหตุก็จะได้โอกาสสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน และจะมีโอกาสสูงที่จะเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดสภาวะกระดูกพรุน
ต้นสายปลายเหตุที่แก้ไขมิได้            ต้นสายปลายเหตุที่ปรับแต่งได้

  • อายุ(คนชรา 65 ปีขึ้นไป)
  • เพศ (หญิง)
  • เชื้อชาติ (ชาวผิวขาวหรือชาวเอเชีย)
  • พันธุกรรม (ความเป็นมาคนภายในครอบคัวโดยยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่)
  • รูปร่างเล็ก ซูบผอม บาง
  • หมดรอบเดือน ก่อนอายุ 45
  • มีพยาธิภาวะที่จำเป็นต้องผ่าตัดเอารับไขทั้งยัง 2 ข้างออกก่อนหมดระดู
  • เคยกระดูกหักจากภาวะกระดูกบอบบาง •             ขาดฮอร์โมนเพศ : estrogen
  • หมดประจำเดือน
  • รับประทานแคลเซียมน้อย บริโภคเกลือสมุทรแล้วก็เนื้อสัตว์สูง
  • ดูดบุหรี่ กินเหล้า ดื่มกาแฟ
  • ขาดการบริหารร่างกาย
  • ได้รับยาบางจำพวก ตัวอย่างเช่น glucocorticosteroids และก็ thyroid hormone เป็นต้น
  • เป็นโรคบางชนิด อย่างเช่น chronic illness, kidney disease , hyperthyroidism , แล้วก็ Cushing’s syndrome ฯลฯ
  • มี BMI (ดรรชนีมวลกาย)ต่ำลงมากยิ่งกว่า 19 โล/ตารางเมตร


การติดต่อของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำลงมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากกลไกการเสื่อมสภาพของเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้ความสมดุลของเซลล์สร้างกระดูกและก็เซลล์ซับทำลายกระดูกสูญเสียไป ซึ่งมีมากหลายกรณี แม้กระนั้นโรคกระดูกพรุนนี้ไม่ใช่โรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน

  • กินวิตามินเกลือแร่เสริมของกิน หรือยาต่างๆตามหมอชี้แนะ
  • การกินของกินเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มครบถ้วนบริบูรณ์ทุกๆวันในจำนวนพอเหมาะที่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอพอควรกับสุขภาพ
  • หลบหลีกปัจจัยเสี่ยงที่หลบหลีกได้
  • ไปพบหมอตามที่หมอนัดหมายเป็นประจำ
  • หมั่นดูแลความมีระเบียบเรียบร้อยในบ้าน รวมทั้งไม่วางของเกะกะตามทางเดินที่อาจจะเป็นผลให้ลื่นล้มหรือเกิดการชนกระทั่งทำให้กระดูกหักได้
การปกป้องตัวเองจากโรคกระดูกพรุน

  • คนที่อยู่ในกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนดังที่กล่าวมา ควรหารือแพทย์เพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน ดังเช่น หญิงวัยหมดประจำเดือน, คนแก่, คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ, คนที่มีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ฯลฯ
  • กินแคลเซียมให้เพียงพอทุกวี่วันให้เพียงพอต่อความอยากของร่างกาย(ดังตารางดังกล่าว)


อายุจำนวนแคลเซียมที่อยาก (mg/day)
ทารก – 6 เดือน
6 เดือน – 1 ปี
1 ปี – 5 ปี
6 ปี – 10 ปี
11 ปี – 24 ปี
เพศชาย
25 ปี – 65 ปี
มากยิ่งกว่า 65 ปี
ผู้หญิง
25 ปี – 50 ปี
มากกว่า 50 ปี (ข้างหลังวัยหมดระดู)
 
อายุ        400
600
800
800-1200
1200-1500
1000
1500 
1000
 
 
จำนวนแคลเซียมที่ต้องการ (mg/day)
  -ได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
  - ไม่ได้รับการรักษาด้วย estrogen
อายุมากกว่า 65 ปี
ระหว่ามีท้อง หรือให้นมบุตร            1000
1500
1500
1200-1500
โดยของกินที่มีแคลเซียมสูง ยกตัวอย่างเช่น นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้อีกทั้งกระดูก (ดังเช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (อย่างเช่น คะน้า ใบชะพู) งาดำคั่ว
วิถีทางปฏิบัติ สำหรับเด็กและวัยรุ่นควรจะดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่และก็คนสูงอายุดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเป็นประจำ จะมีผลให้ได้รับแคลเซียมจำนวนร้อยละ 50 ของจำนวนที่อยาก ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่นๆประกอบ
ผู้ใหญ่บางบุคคลที่มีข้อจำกัดสำหรับเพื่อการดื่มนม (ดังเช่นว่า มีภาวะไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด) ให้เลือกรับประทานเนยแข็ง นมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย แทน หรือบริโภคของกินที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้มากเพิ่มขึ้น

  • บริหารร่างกายเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต้านน้ำหนัก (weight bearing) เช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโจนเชือก รำมวยจีน เต้นรำ ฯลฯ ร่วมกับการยกน้ำหนัก จะช่วยให้มีมวลกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และก็กระดูกมีความแข็งแรง แขน ขา รวมทั้งกระดูกสันหลัง
  • รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน (ผอมบางเกินความจำเป็น) เพราะเหตุว่าคนผอมบางจะมีมวลกระดูกน้อย เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้
  • รับแสงแดด ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร็ความสงบกระตุ้นการผลิตกระดูก ในบ้านเราคนโดยมากจะได้รับแสงแดดพอเพียงอยู่แล้ว นอกจากในรายที่อยู่แม้กระนั้นในบ้านตลอดเวลา ก็น่าจะออกไปรับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าหรือยามเย็น วันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ถ้าเกิดอยู่แม้กระนั้นในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด บางทีอาจต้องกินวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 มิลลิกรัม
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่นว่า
  • อดอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากจนเกินไป เพราะว่าของกินพวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินธรรมดา
  • ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือของกินที่มีโซเดียมสูง เพราะเกลือโซเดียมจะทำให้ไส้ซึมซับแคลเซียมได้ลดลง รวมทั้งเพิ่มการขับแคลเซียมทางไตมากขึ้น
  • ไม่กินน้ำอัดลมปริมาณมาก ด้วยเหตุว่ากรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมนำมาซึ่งการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้น
  • หลบหลีกการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก เนื่องจากแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในเครื่องดื่มกลุ่มนี้จะกีดกั้นการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก (กาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ ๓ แก้ว แอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ ๒ หน่วยดื่ม ซึ่งเสมอกันแอลกอฮอล์สุทธิ ๓๐ มล.)
  • งดการสูบยาสูบ เนื่องจากยาสูบกระตุ้นให้เกิดการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากว่าลดระดับเอสโทรเจนในเลือด)
  • ระวังการใช้ยาบางชนิด ดังเช่น ยาสตีรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกมาจากร่างกาย
  • รักษาโรคหรือภาวการณ์ที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคระอุชชิง
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกระดูกพรุน
เพชรสังฆาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangu laris L. ตระกูล Vitaceae "เพชรสังฆาต" เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่โบราณกาล ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ เอ่ยถึงคุณประโยชน์ของ "เพชรสังฆาต" ไว้ว่า "เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งสิ้นแล" ในแบบเรียนหมอแผนโบราณทั่วๆไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า "เพชรสังฆาต" มีสรรพคุณ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกรอบๆกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้
ปัจจุบันได้มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันสรรพคุณรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีส่วนประกอบของแคลเซียมสูงมากมาย แล้วก็สารอที่นาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic  Steroids) มีฤทธิ์เร่งปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกรวมทั้งยังช่วยทำให้มีการสร้างสารมิววัวโพลีแซกติดอยู่ไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในขั้นตอนสมานกระดูก นอกเหนือจากนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตกระทั่งเปลี่ยนเป็นกระดูกแข็งซึ่งสามารถรับน้ำหนักแล้วก็มีความยืดหยุ่นในตัวเอง
ผลของการทดสอบการใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกรุ๊ปเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกแล้วก็รักษากระดูกแตก กระดูกหักได้
ฝอยทองคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis Lam. ตระกูล Convlvulaceae ในประเทศจีนแล้วก็บางประเทศในแถบเอเชีย ได้มีการใช้เม็ดฝอยทองสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า สารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกลุ่ม astragalin, flavonoids, quercetin, hyperoside isorhamnetin และ kaempferol เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol และก็ hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวชี้สำหรับเพื่อการเพิ่มการผลิตเซลล์กระดูกของเซลล์เริ่มต้น และสาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106
ด้วย ส่วนสารอื่นๆไม่พบว่ามีฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ขึ้นรถ quercetin, kaempferol และ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แม้กระนั้นเมื่อเปรียบกันในด้านของการกระตุ้น ER จะมีเพียงแต่สาร quercetin แล้วก็ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงในการยั้งตัวรับ estrogen จำพวก ERα/β โดยที่กลไกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคาดว่าจะเทียบกับยา raloxifene ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจแล้วก็หลอดเลือด แม้กระนั้นออกฤทธิ์ยับยั้ง ER ที่รอบๆเต้านมและก็มดลูก
นอกจากนั้นสาร quercetin รวมทั้ง kaempferol ยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวพันกับการผลิตกระดูก เหมือนกับยา raloxifene จากการทดสอบทั้งหมดทำให้สรุปได้ว่าเม็ดฝอยทองคำมีประสิทธิภาพสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน และก็สารสำคัญที่มีฤทธิ์สำหรับในการสร้างเซลล์กระดูกคือ kaempferol แล้วก็ hyperoside
เอกสารอ้างอิง

  • สุภาพ อารีเอื้อ,สินจง โปธิบาล .ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ : ทำไมต้องรอจนกระดูกหัก? .รามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่7.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2544 หน้า 208-218
  • Liscum B. Osteoprosis : The silent disease. Orthopaedic Nursing 1992; 11:21-5.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Gaisworthy TD & Wilson PL. Osteoporosis it steais more than bone, AJN 1996;96: 27-33.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคกระด

6

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกลาง) เมืองมอน (กรุงเทพมหานคร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อตระกูล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นรวมทั้งกิ่งก้านมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราวๆ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบหมดจดหรือค่อนข้างหมดจด ด้านท้องใบมีขนเหมือนเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกลางใบ แล้วก็เส้นใบจะแจ่มกระจ่างทางด้านท้องใบ เส้นกิ้งก้านใบมีเยอะๆเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวเท่ากับตัวใบ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบแต่งแต้มใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ภายนอกมีขนนุ่มฟู ข้างในหมดจด หลุดตกง่าย กลีบรองกลีบดอกรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม รวมทั้งสองกลีบนอกยาว 15 มัธยมม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ข้างในสะอาด กลีบดอกไม้ใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 ซม. สีม่วงแกมชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่บริเวณกึ่งกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนปุกปุยที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยกำเนิดตามที่รกร้างว่างเปล่า ชายเขาดงดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณปกติ ส่วนมากปลูกขึ้นร้านเป็นไม้ประดับและบังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกและก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ถูกใจแดดจัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ต้นๆเติบโตได้ดีในดินร่วยซุยที่มีอินทรียวัตถุมากมาย ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อนฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับปรุงแก้ไขข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีต้นเหตุมาจากการสั่งสมไขมันมากมายใบ   รสเฝื่อนฝาด ใช้พอกฝีแล้วก็รอยแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาโขลกให้ถี่ถ้วน ใช้ทารวมทั้งพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เป็นประจำ จวบจนกระทั่งจะหาย


7

สมุนไพรกะทัง
กะทัง Litsea monopetala Pers.
บางถิ่นเรียก กะทัง (ภาคใต้) เพียงพอคราว (นครศรีธรรมราช) โพหน่วย มุหมู (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เมาะโม (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยุ๊กเยา (แพร่) สะหมี่ (ชัยภูมิ) หมี (จันทบุรี) หมีตุ้ม หมีโป้ง (เชียงใหม่) อีเหม็น (ภาคเหนือ)
       [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url][/color] ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 6-13 ม. กิ่งก้านค่อนข้างใหญ่ มีขน ใบ ลำพัง ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแคบ รูปไข่ หรือ รูปไข่กลับ ขนาดของใบต่างกันมาก มีความยาวตั้งแต่ 5-41 ซม. ปลายใบมน กลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลม กลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ข้างบนหมดจดเป็นมัน ข้างล่างมีขน ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล เส้นใบมี 5-10 คู่ เส้นใบย่อยมองเห็นชัดทางด้านล่างของใบ ก้านใบยาว 1.2-2.5 เซนติเมตร ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกตามง่ามใบเป็นช่อกลุ่มแบบซี่ร่ม ช่อหนึ่งมีราวๆ 5-6 ดอก ก้านช่อสั้น มีใบตกแต่ง 4-5 ใบ กลีบรวมโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-13 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี หรือ ค่อนข้างจะกลม ยาว 5-7 มม. มีกลีบรวมเป็นฐานรองรับ เมื่อสุกมีสีน้ำเงินอมดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: พบขึ้นใกล้สายธาร ในป่าเบญจพรรณทั่วไป
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียแล้วก็บำรุงธาตุ ผงบดจากเปลือกต้นใช้ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดบาดแผล หรือ กล้ามเนื้อทำงานมาก แล้วก็ยังใช้พอกขาสัตว์แก้กระดูกเดาะหรือหัก

8

สมุนไพรกะทือ
ชื่อพื้นบ้านอื่น กะทือป่า กะแวน กะแอน แฮวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวข่า (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เปลพ้อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เฮียวแดง เฮียวดำ (แม่ฮ่องสอน) กะทือ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber zerumbet. (L.) Sm.
ชื่อพ้อง Amomum Zerumbet L. Zingiber amaricans Blume
ชื่อวงศ์   ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ Wild Ginger.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (H) ที่มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้า มีกลิ่นน้ำมันระเหย เนื้อในเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีสีขาวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุน เปลือกสีน้ำตาลปนเหลือง แทงหน่อออกข้างๆแล้วก็นอกสุด ลำต้นส่วนของกาบใบที่แผ่ออกแล้วห่อซ้อนทับกันจนกระทั่งแปลงเป็นลำต้นเทียมมีสีเขียว สูงประมาณ 2 เมตร
ใบ เป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนรวมทั้งสอบเรียวเข้าพบก้านใบ ขอบของใบเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบหรือใต้ใบมีขนสีขาวนาลปกคลุมก้านใบสั้น
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสด แตกช่อจากหัวใต้ดินดโผล่พ้นดินขึ้นมา ช่อดอกที่เห็นเป็นทรงกระบอกสีเขียวปนแดง ปลายรวมทั้งโคนมนโค้ง ประกอบด้วยใบประดับประดาที่เรียงซ้อนกันแน่น เมื่อดอกยังอ่อนจะปิดแน่น และจะขยายอ้าออกให้มองเห็น ดอกที่อยู่ภายในลักษณะเป็นหลอดโผล่ออกมาจากซอกใบเสริมแต่ง กลีบมีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวนวล โคนกลีบดอกไม้ม้วนห่อส่วนปลายกลีบผายกว้างผล ลักษณะกลม โต แข็ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีสีแดง เป็นแบบผลแห้งแตก

นิเวศวิทยา
เจอขึ้นเป็นกอๆตามป่าดงดิบทั่วๆไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร
การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง สามารถปลูกได้ทุกฤดู ปลูกโดยการตัดใบออกให้เหลือประมาณ 15 ซม. แพร่พันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้า
ส่วนที่ใช้รสและก็สรรพคุณ
ราก รสชื่นขมน้อย แก้ไข้ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่างๆแก้เคล็ดปวดเมื่อย
สมุนไพร เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน  รสชื่นขมปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงนมให้บริบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ขับเยี่ยว แก้เสมหะเป็นพิษ แก้บิด ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิดปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กระษัย แก้ท้องเฟ้อ แก้โรคลม เป็นยาระบาย แก้เยี่ยวขุ่นขัน แก้บิด บำรุงธาตุลำต้น รสชื่นขม เป็นยาแก้เบื่่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้
ใบ รสชื่นขมนิดหน่อย ใช้ใบต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคร่ำ ใช้ผสมในตำหรับยาร่วม กับสมุนไพรอื่น เป็นยาแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นบวมช้ำ ถอนพิษไข้ แก้ไข้ กระแทกพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้หัด ไข้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ไข้แปลงฤดู แก้ไข้เชื่องซึมผิดสำแดง
ดอกแล้วก็เกสร รสชื่นขมนิดหน่อย แก้ไข้เรื้อรัง แก้ผอมโซ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้จับสั่น แก้ผอมเหลือง บำรุงธาตุ แก้ลม
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคร่ำ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 20 กรัม ต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือกึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำวันละ 3 เวลา ก่อนที่จะรับประทานอาหาร 2. รักษาอาการท้องอืด ท้องอืด แน่นจุกเสียดและปวดท้อง โดยใช้ลำต้นดวงใจต้ดินหรือเหง้าแก่สดขนาดเท่านิ้วโป้ง 2 หัวหรือหนักประมาณ 20 กรัม ย่างไฟพอสุกตำกับน้ำปูนใสคั้นเอาน้ำกินเวลามีลักษณะอาการ



Tags : สมุนไพร

9

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อพื้นเมืองอื่น  พิมเสนต้น  เสมหะพังพอน  เสลดพังพอนเพศผู้ (ภาคกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อวงศ์   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาเยอะมากบริเวณลำต้น สูงราวๆ 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อและโคนใบ กิ่งมีสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกตรงกันข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนและก็ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง พื้นใบมีสีเขียวเข้มแล้วก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก มีดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบประดับประดาห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งหนึ่ง ใบตกแต่งรูปกลมรี ตอนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบสีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนและยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ด้านในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วๆไป มีแต่ว่าเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์                                    
เติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีความชุ่มชื้น เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราว 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดแจงไว้หรือปักชำในที่สดชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกภายในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น โขลกกับเหล้าคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลบวมช้ำจาการกระทบกระแทก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างเช่น ผึ้ง ตะขาบ ฯลฯราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีใช้แล้วก็จำนวนที่ใช้

  • รักษาอาการปวดฝี ทำลายพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราว 20 กรัม ตำอย่างระมัดระวังผสมกับเหล้าพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้รอบคอบคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าโรงนิดหน่อยด็ได้
ข้อควรทราบ
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและก็แก้งูกัด  แล้วก็ถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองภัยกระทั่งถึงอันตรายต่างๆได้ด้วย

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: 22-12-2017 , 11:56:29 »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวรวมทั้งอกคลุมลงมาถึงอกข้อที่ ๘ ส่วนใหญ่กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวและอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งยังในน้ำจืด ดังเช่น กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม เป็นต้นว่า กุ้งจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่พบในประเทศไทยมีมากหลายชนิด แต่ว่าที่มีขนาดใหญ่แล้วก็บริโภคกันทั่วๆไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามอีกทั้งเข้มแล้วก็จางสลับกันเป็นลายพิงขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย และก็กอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากช่วงท้ายของกระเพาะไปถึงตอนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางด้านหน้าบริเวณด้านข้างของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากมายลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง สังเกตได้ง่ายประชาชนเรียก แก้วกุ้ง กุ้งหลวงรับประทานสัตว์รวมทั้งพืชเป็นของกิน ส่วนมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดดมและก็สัมผัส  หากขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้หากินตลอดทั้งวัน  แต่ว่าจะคล่องแคล่วมากมายช่วงเวลาค่ำคืน  เหมือนปกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  สระ ที่มีทา น้ำติดต่อกับทะเล  ผสมพันธุ์และวางไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนปล้องที่ ๗ ของขาคู่นี้หนตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ รวมทั้ง ๕ เป็นปกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง รวมทั้งแหล่งน้ำจืดที่มีทางน้ำติดต่อกับทะเล  สืบพันธุ์แล้วก็ออกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งจุฬาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งสมุทรขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบรวมทั้งยาวไม่ถึงฟันกรีซี่สุดท้าย  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายปนโคลน  กินทั้งพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตสุดกำลังจะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังสมุทรลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในตำราเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ รวมทั้งเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองงามดีนัก

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: 22-12-2017 , 09:38:03 »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนประเทศไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจหมายความว่าปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างต่ำ ๒ ชนิดในตระกูล Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ชาวบ้านเรียก ดุกเผือก หรือถ้าหากมีสีค่อนข้างจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ถ้าหากมีจุดขาวรอบๆทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  ซม. (ในธรรมชาติอาจยาวได้ถึง ๖๑  เซนติเมตร) รอบๆด้านข้างของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลผสมดำ บริเวณท้องมีสีออกจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว แล้วก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวท่อนหัว หัวค่อนข้างแหลมถ้าหากมองทางข้างๆ กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมค่อนข้างจะแหลม ส่วนฐานของครีบหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้ง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ข้างบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรด้านล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบข้างหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  รวมทั้งหนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ด้านในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกอีกทั้ง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากรวมทั้งฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่อง เกลียดอยู่นิ่ง เร่งรีบ ชอบดำว่ายดำผุดและถูกใจมุดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและก็น้ำไหลล้นลงสู่แหล่งน้ำที่ใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  เซนติเมตร  สีค่อนข้างเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แม้กระนั้นเมื่อโตจะเลือนหายไป ฝาผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะรอบๆอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวค่อนข้างจะทู่ ปลายกระดูกกำดันป้านแล้วก็โค้งมนมาก   ท่อนหัวจะลื่น มีรอยบุ๋มกึ่งกลางบางส่วน  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ออกจะมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาผสมดำแล้วก็ยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาผสมดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบหลังแล้วก็ครีบก้น   ปริมาณกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อมองผิวเผินทั้งปลาดุกด้านแล้วก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำคละเคล้าเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแถวตามทางขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง บึงทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทย
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกย่าง” อยู่ ๒ ขนาน ทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ กลีบตาเสือ ๑  รากตอแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกปิ้ง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายวิเศษนัก รวมทั้งยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเลือกเค้า ๑ เครื่องยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกปิ้ง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่รับประทานลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเถอะ ลงเสลดเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

12

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่พบในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบน้ำ) มีขั้นต่ำ ๒๒ จำพวก จัดอยู่ใน ๕ ตระกูล คือ
๑.ตระกูลเต่าทะเล(Cheloniidea) เจอ ๔ จำพวกเป็น เต่าตนุ(เต่าแดด) เต่าต้นหญ้า เต่ากระ แล้วก็เต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(ดังเช่น เต่าตนุ) หรือซ้อนกันบางส่วน (ยกตัวอย่างเช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.สกุลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) เจอเพียงประเภทเดียวหมายถึงเต่าเฟือง (มักเรียกกันไม่ถูกเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนภายหลังคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่อแก่ขึ้น ส่วนสันบนหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แม้กระนั้นจะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ยาวกว่าขาของเต่าทะเลอื่นๆขาหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ รวมทั้งใช้ขุดหลุมเมื่อจะวางไข่
๓.สกุลเต่าน้ำจืด(Emydidae) เจออย่างน้อย ๑๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าท้องนา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม แล้วก็เต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วและก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดกางไม่มากก็น้อย บนหัวปกคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเหมือนหัวเต่าบก แต่บริเวณกำดันนั้น หลังอาจลายทำให้ดูเหมือนเกล็ด

๔.ตระกูลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงแต่ชนิดเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองล่างเป็นคนละชั้น ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าพบกันมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองไม่ได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดเสมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมากมาย มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.ตระกูลเต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ชนิด คือ เต่าหก เต่าเดือย และ เต่าเหลือง เต่าในสกุลนี้แตกต่างจากเต่าน้ำในวงศ์อื่นๆตรงที่ขาทั้ง ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและก็ที่ขา

Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 08:57:01 »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองคละเคล้าสีน้ำตาล มีลายดำ เจอตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แห้งแล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดงดิบแล้งทั่วประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาข้างหลังทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อย คือ เต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) รวมทั้งเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดแล้วก็เต่าบก แต่ที่ใช้กันมากมายเป็นเต่านา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายกว่าเต่าจำพวกอื่นๆและมีชื่อเสียงกันดีทั่วๆไป

14
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบ
ครุฑตีนตะพาบน้ำ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบน้ำ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร เกลี้ยง. ใบ ลำพัง หรือ ใบประกอบประเภท 3 ใบ ชิดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบโดยมากยาวราว 6 ซม. แต่ยาวถึง 28 เซนติเมตร ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลางส่วนมากราวๆ 8 ซม. แต่บางทีอาจกว้างถึง 28 ซม.ขอบใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ สมุนไพรขอบของใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกลางใบรวมทั้งเส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม แกนกลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาตั้งฉากกับแกนกลาง ยาว 15-30 เซนติเมตร มีดอกติดเป็นกระจุกๆแบบดอกผักชี กลุ่มละราว 8-16 ดอก ก้านดอกยาวราว 3 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ มีขนาดเล็ก กลีบดอก 4-5 กลีบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรเมีย 1 อัน รูปลูกข่าง ด้านในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารภรรยาช่วงแรกตั้งชัน ถัดมาจะโค้งงอ. ผล รูปเกือบจะกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่าศูนย์กลาง ราว 5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ใบ มีกลิ่นหอมยวนใจสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับเยี่ยว ปกป้องการเกิดโรคมะเร็งเต้านมแล้วก็ป้องกันหัวล้านได้ ราก ขับเยี่ยว ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับเยี่ยว

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: 15-12-2017 , 09:14:17 »

จงโคร่ง
ต้องโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
ควรโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่แตกต่างจากคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม ตรงกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมากมาย ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖ซม. ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าไม้ร่มเย็นเป็นสุขชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยกินแมลงที่มาเล่นแสง เจอได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียแล้วก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ราษฎรทางภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคนไหนรังควานจงโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศาคณาญาติ ก็จะเผชิญโชคร้าย เพราะฉะนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปลดปล่อยให้ต้องโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยให้หากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีใครกล้าก่อกวน ทำร้าย หรือทำร้าย หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดั่งตั้งอกตั้งใจ กรรมวิธีการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้สม่ำเสมอ หมอแผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดรักษาโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เชื้อชาติเป็นอย่างไร
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนความเกี่ยวข้อง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆดังเช่นความเชื่อถือเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องในความจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์พวกนี้บางชนิดหรือไม่ได้แต่ว่าคลานมิได้ ยกตัวอย่างเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานเพียงแค่นั้น ไม่เลื้อย เช่น เต่า ไอ้เข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์คือ หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากจระเข้ ส่วนเหล่านี้คลอดลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายอย่าง ดังเช่นงูต่างๆตะไข้ ตุ๊กแก ตะพาบ รวมทั้งเต่า

หน้า: [1] 2 3 ... 6