แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 4
1

เจตมูลเพลิงขาว
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ปิดปิวขาว (ภาคเหนือ) ตั้งชู้รักอ้วย , โคนชุวา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เจตมูลเพลิงขาว (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plumbaga zeylanica L.
ชื่อวงศ์  PLUMBAGINACEAE
ชื่อสามัญ White leadwort.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงโดยประมาณ 1-1.5 เมตร กิ่งอ่อนด้อยกว่าและก็เป็นเหลี่ยมสีเขียว แตกกิ่งก้านสาขารอบๆต้นจำนวนมาก
ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกตรงกันข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นน้อย ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะซึ่งคล้ายกับใบมะลิแต่จะใหญ่กว่า
ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ส่วนยอดของต้น ดอกมีสีขาว โคนหลอดจะเป็นหลอดเล็กๆแต่ว่าส่วนปลายจะบานคล้ายจานมีอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกไม้จะบางมากมาย กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว และก็มีขนปกคลุมอยู่ ซึ่งขนนี้จะมีต่อมเหนียวๆติดมือ
ผล เป็นผลแห้ง ลักษณะรูปรี ยาว กลม สีเขียวแล้วก็มีขนเหนียวรอบผล แตกออกได้
นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในอินเดีย และเขตร้อนทั่วๆไป กำเนิดตามปาสดงดิบและป่าเบญจพรรณธรรมดา เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ร่มรำไร
การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เติบโตได้ดิบได้ดีในที่ที่มีอากาศร้อนเปียกชื้น และก็สภาพดินทั่วๆไป  เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการปักชำกิ่ง

ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคคุณ   
สมุนไพร ราก รสร้อน ใช้เป็นยาขับประจำเดือน แก้ปวดข้อ ขับพยาธิ ใช้ทาแก้ขี้กลากเกลื้อน ระงับอาการปวดฟัน และแก้ท้องเสีย ขับลมในกระเพาะอาหารแล้วก็ลำไส้ ขับโลหิตประจำเดือน แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ต้น  รสร้อน แก้โลหิตอันเกิดแต่ว่ากองกำเดา
ใบ รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
ดอก รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
วิธีการใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • ขับระดูหรืบขับเลือดรอบเดือน โดยใช้รากสด 5-10 กรัม หรือแห้งราวๆ 3-5 กรัม ล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 500 ซีซี นานโดยประมาณ 10 นาที แล้วกรองเอาน้ำ ดื่มวันละ 2 เวลา รุ่งเช้า-เย็น
ข้อควรจะทราบ
รากมีสาร plumbagin ลำต้นมีเช่นเดียวกัน แม้กระนั้นน้อยกว่าราก
อยากให้เป็นยาช่วยในการย่อยหรือเจริญอาหาร ให้นำผงของรากเจตมูลไฟแดงมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผงดีปลี และเกลือ อย่างละเท่าๆกัน รับประทานครั้งละ 2.5 กรัม
สตรีที่มีครรภ์ห้ามกินรากของต้นนี้ เนื่องจากว่ารากจะมีสารบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้แท้งบุตรได้

2
อื่นๆ / สัตวัตถุ มดลี่
« เมื่อ: 03-01-2018 , 18:44:09 »

มดลี่
มดลี่เป็นแมลงจำพวกมด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า crematogsterdoheniiMayr
จัดอยู่อยู่สกุล  Formicidae เวลาเดินจะชูท้องอืดตั้งฉากกับลำตัว  บางครั้งจึงเรียก มดก้นงอน
ชีววิทยาของมดลี่
มดลี่ที่เป็นมดงานมีลำตัวยาวราว ๓.๕-๕ มิลลิเมตร  สีแดงปนน้ำตาลหรือสีสนิมเหล็ก  เว้นเสียแต่หนวดรวมทั้งปลายท้อง  ส่วนหัวโต  ทึบ  ไม่เป็นเงา  สะท้อนแสง  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามความยาวของหัว  รวมทั้งเส้นจะห่างบานออกไปทางท้ายของหัว  กรามมีลายเส้นตามแนวยาว  ริมฝีปากบนโค้ง  ริมขอบหน้าตัดตรง  แล้วก็มีขนละเอียดตามขอบตาเล็กกลม  สีน้ำตาลแก่  อยู่บริเวณราวกึ่งกลางหัว  หนวดยาวจากหัว  หนาดยาวจากถึงอกข้อที่ ๒ โคนหนวดมีขนสีส้มปนแดงอ่อนกระจายอยู่หัว  อกสีทึบ  ไม่เป็นมัน  ค่อนข้างจะแคบแล้วก็แบนทางด้านข้าง  อกข้อแรกมีขอบยื่นไปทางด้านข้าง  และขอบนี้จะไปเชื่อมกับข้างหน้าขอบอกข้อกึ่งกลาง  มีลักษณะโค้งนูนอกกทางด้านหน้า  มีรอยย่นรวมทั้งจุดเล็กๆเป็นลายกระจายทั่ว  อกปล้องกึ่งกลางมีลัษณะเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อมองดูทางข้างหลัง  ยาวมากยิ่งกว่ากว้าง  รวมทั้งมีขอบเว้าเข้าเล็กน้อย  มีรอยย่นและก็จุดเล็กๆเป็นลายกระจายอกปล้องที่ ๓ กว้างมากยิ่งกว่ายาว  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามยาว  ตอนท้ายของอกยื่นเป็นมุม  แล้วก็มีหนามเล็กๆยื่นไปทางด้านท้องข้างละอัน  หนามนี้โค้งลงเล็กน้อย  ปลายของปล้องที่ ๓ ตัดตั้งฉากลงไปติดส่วนท้อง มีลักษณะเรียบแล้วก็เป็นเงา  ขายาวราวๆความยาวของลำตัว  โหนกบนท้องปล้องแรกกว้าง  และปลายแบน  ข้างๆสอบลงแล้วก็มีตุ่มเล็กๆกลมๆที่ปลาย  โหนบนท้องปล้อยที่ ๒ สั้นมาก  กึ่งกลางเป็นร่องท้องโตยาวราว ๑ ใน ๓ ของลำตัว  มีลัษณะเป็นมัน  สะท้อนแสง  แล้วก็มีรูปจุดเล็กๆละเอียดกระจัดกระจายอยู่ทั่ว มดลี่จำพวกนี้อาศัยสร้างรังดินผสมเศษอุปกรณ์จากพืชอยู่บนต้นไม้  ลางครั้งอาจพบรังใหญ่ขนาดใกล้เคียงกับลูกฟุตบอล  รับประทานสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร  แล้วก็ถูกใจเลี้ยงเพลี้ยเพื่อดื่มน้ำหวานจากเพลี้ย มดลี่จำพวกย่อย crematogsterdoheniiregenhoferiMayr  มีลัษณะต่างๆเช่นเดียวกันมากมาย  นอกจากท้องที่มีสีดำตลอด

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพท์แผนไทยรู้จักใช้ “รังมดลี่” เป็นเครื่องยาด้วย  ตัวอย่างเช่นในพระหนังสือไกษพให้ยาแก้ษัยปลวกขนานหนึ่ง  ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดจะแก้  เอาใบส้มช่า ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้วเสี้ยว ๑ ใบส้มนิสัย ๑ ใบส้มสลุง ๑ ใบมะตาดเครือ ๑ สิ่งกำมือ  ใบมะกา ๓ กำมือ  รังมดลี่ ๑ แท่นปลวก ๑ แท่น  สมอทั้ง ๓ หัวหอม ๑ สิ่ง ละเท่าอายุผู้เจ็บป่วย  เทียนดำหนัก ๑ บาท  ขมิ้นอ้อยไพล ๑ รากโคนงแตก ๑ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ ต้มตามวิธีให้รับประทาน แก้ไกษพปลวกทำให้จับสบัดร้อนสบัดหนาว ถ้าหากจะทุเลาแชกดีเกลือตามสมุฏฐาน ธาตุหนักค่อยให้รับประทานลงกระทั่งสิ้นโทษร้าย  แล้วจึงเอายาประจำธาตุให้รับประทานต่อไป

3
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: 03-01-2018 , 09:24:17 »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” และก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในตระกูล  Blattidaeหลากหลายประเภท ทางถาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคอีสานเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงติดหรือ แมงแป้ แมลงในวงศ์นี้พบทั่วโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ ชนิด
แมลงสาบประเภทสำคัญ
แมลงสาบชนิดหลักๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วโลกมี ๕ จำพวก ได้แก่
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  คนประเทศไทยพวกเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นประเภทที่รู้จักกกันเยี่ยมที่สุดรวมทั้งดพร่หลายสิ่งหลายอย่างกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามยาว ๒ แถบ  ทั้งคู่เพศมีปีก  ตัวเมียมักพบถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางเป็นน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีของกิน เป็นต้นว่า ที่เปียกชื้นรวมทั้งอุ่น  กินของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกทิศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ เซนติเมตร  ตัวเมียนั้นปีกไม่เจริญก้าวหน้า  แม้กระนั้นตัวผู้มีปีกยาว  แต่ว่าปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่อของกินท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนเฉอะแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  รับประทานอาหารทุกประเภท  พบได้ทั่วไปตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ชอบกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนประเทศไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีบ้านเกิดในอเมรกากลาง  แต่ปัจจุบันนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่ว่องไว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกแฉะ  ถูกใจอยู่ในที่มืด  ออกหากินใจกลางเป็น  รับประทานของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกๆอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  คนไทยเรียกแมลงสาบ  ประเภทนี้มีสีน้ำตาลปนแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน  ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกอาคาร  กินอาหารทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง  ส่วนใหญ่กินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนประเทศไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ประเภทนี้มีลัษณะเหมือนตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มิลลิเมตร  มีแถบสีเหลืองตามแนวขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  พบทั่วไป  หาเลี้ยงชีพช่วงเวลากลางคืนชอบบิน  ถูกใจอยู่ในที่แห้งและก็ร้อน  ถูกใจอยู่ที่สูง เช่นในตู้เสื้อผ้ส  รับประทานอาหารทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งของเสียรวมทั้งของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะเจอตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ ซม.  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร  ส่วนหัวรวมทั้งอกปล้องแรกสีดำ ขอบด้านหน้ารวมทั้งข้างๆเกือบจะตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  นอกจากขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  และกองขยะที่เปื่อยยุ่ย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านที่พัก  นำมารวมกัน  ก่อนใช้ต้อง “ฆ่า” ซะก่อนแนวทางการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้ไหม้เกรียมก่อนนำมาใช้  แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระหนังสือมุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ถ้าเกิดจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ สุพรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลายแหล่  บดทำแท่งไว้  จึงเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้กิน ในพระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง  ถ้าเกิดจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ คางคก
« เมื่อ: 22-12-2017 , 17:36:18 »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตเต็มกำลังไม่มีหาง จัดอยู่ในตระกูล  Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo เจอได้แทบทั้งโลกกว่า ๑00 จำพวก ที่เจอในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus  (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างคล้ายกบ จุดแข็งของคางคกเป็น หนังตะปุ่มตะป่ำเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปมใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง เงื่อนใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา ปมพวกนี้คือต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะก่อให้คัน เมื่อกินเข้าไปจะก่อให้เมา อาจจะก่อให้ตายได้) คางคกมีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน
คางคกอยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินกลางคืน ตามเดิมหากินตัวหนอนรวมทั้งแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับกุมหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากกลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้หินหรือท่อนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมจำพวก คางคกเพศผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นทั้งยังถ่ายรวมทั้งขยายพันธุ์ ตัวเมียตกไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แม้กระนั้นดำกว่า

ยางคางคก
ยางคางคกเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมบริเวณใต้ตาของคางคก น้ำมาทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ การทำให้แห้งบางทีอาจใช้วิธีผึ่งงไว้ภายในที่ร่มไม่ผึ่งแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ระเบียงยก (chansu) ญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับปี ค.ศ. ๒000 รับรองเครื่องยานี้ในชื่อ  Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad  Venom  ตำราเรียนนี้ว่าบางทีอาจได้จากคางคก ๒ ชนิดหมายถึงคางคกจีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือคางคก   Bofo melanostictus ( Schneider)
สมุนไพร ยางคางคกมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น และเป็นพิษ เข้าสู่เส้นไตรวมทั้งกระเพาะ มีคุณลักษณะทำลายพิษ แก้ปวด และก็ทำให้ฟื้นคืนสติ ก็เลยใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้ปวดท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน และก็แก้โรคผิวหนังลางชนิด เพราะมีฤทธิ์ยับยั้งความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางคางคกมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวหัวใจหลายแบบ สารกลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลายชนิด ที่สำคัญเป็นต้นว่า สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ผลดีทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นคางคก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) ชนิดนี้มีความยาว จากปากถึงก้นราว ๑๐ เซนติเมตร หมอแผนไทยใช้คางคกตายซาก คือคางคกที่ตายแล้วแห้งไม่เหม็น เอาสุมไฟทั้งตัว กระทั่งเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง โรคกุฏฐัง ฆ่าเชื้อโรคได้ดี

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 20-12-2017 , 10:38:57 »

ไอ้เข้
ตะไข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีผัวหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายและใช้ฟาดต่างอาวุธ เหมือนเคยหาเลี้ยงชีพในน้ำ ตะเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ปักษ์ใต้เรียกเข้ ในหนังสือเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมข้อบังคับนั้น  จระเข้ที่จัดอยู่ในสกุลจระเข้ (Crocodylidae) มีทั้งหมด ๒๒ จำพวก  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. สกุลย่อยตะไข้ (Crocodylinae) มีทั้งหมดทั้งปวง ๑๔ ชนิด จัดแบ่งเป็น ๓ สกุล ตะไข้ที่พบในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งผอง ๑๒ ชนิด เจอในประเทศไทยเพียงแต่ ๒ ชนิด รวมทั้งสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแค่ ๑ ชนิด
๒.สกุลย่อยไอ้เข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งหมดทั้งปวง ๗ จำพวก  จัดแบ่งเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
จระเข้ที่จัดอยู่ในตระกูลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในสกุลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยธรรมดาคล้ายคลึงกันแม้กระนั้นแตกต่างที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันข้างล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะมองไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เพราะว่าฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันด้านบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและก็ฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาข้างนอก  เห็นได้หากแม้เวลาปิดปาก
๓.ตระกูลย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียง ๑ สกุล และมีเพียงแต่ ๑ จำพวกเท่านั้น คือตะโขงประเทศอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  พบตามแหล่งน้ำจืดชืดและก็แม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน รวมทั้งพม่า  แต่ว่าไม่เจอในไทย
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร [/url]อดีตพบตะไข้อยู่ตามป่าริมน้ำ  ลำห้วย  ลำคลอง  หนอง  สระ  เคยมีจำนวนมาก  จึงมีการจับตะไข้มากินเป็นของกินและก็ใช้ส่วนต่างๆของตะไข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ตอนนี้เมื่อมีคนมากขึ้น  ธรรมชาติรวมทั้งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  ในขณะที่จำเป็นต้องจริงเป็นการใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินสำหรับทำมาหากินและที่พักที่อาศัย  และที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้จำนวนจระเข้ในธรรมชาติต่ำลงมากจนเกือบสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  อาจพบบ้างตามแหล่งน้ำในเขตสงวนบางที่ แต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ไอ้เข้จวนสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แม้กระนั้นนักธุรกิจของเราก็ประสบผลสำเร็จสำหรับการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีจำนวนจระเข้เพิ่มมากขึ้น แปลงเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดต้องการ  และให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์จำพวกนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากจระเข้ที่เนื่องจากจำพวกขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไอ้เข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังไอ้เข้  กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวทั้งที่เป็นคนไทยและก็เป็นคนประเทศอื่นให้มาเยี่ยมชมปีละมากมายๆ
ตะไข้ในประเทศไทย
ไอ้เข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ ประเภทเป็นสกุลจระเข้ (Crocodylus) มี ๒ ประเภท ได้แก่ จระเข้น้ำจืดหรือตะไข้บึง (Crocodylus siamensis Schneider)  กับตะไข้น้ำเค็มหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  และก็สกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ ชนิดเป็นตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีสามีหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกก้อนขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำแล้วก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำไอ้เข้จะฟาหางได้เมื่อขาหลังจรดพื้นเท่านั้น)
๑.จระเข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นคือมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  แล้วก็มีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตา ๒ ข้าง ตะไข้ประเภทนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บ่อน้ำ และก็แม่น้ำ  โดยเฉพาะสระที่แยกออกจากแม่น้ำ  และก็ลำธารที่ไหลเอื่อยๆที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบได้มากที่บ่อน้ำบอระเพ็ด  แต่ว่าปัจจุบันนี้แทบไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ไอ้เข้ชนิดนี้กินปลาเป็นอาหารหลัก  โตสุดกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  ผสมพันธุ์ในช่วงธันวาคมถึงมี.ค. ตัวเมียวางไข่ในเมษายนและเดือนพฤษภาคม  ออกไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ไอ้เข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไอ้เข้ที่ยังมีเชื้อสายอยู่ในตอนนี้  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  บริเวณกำดันไม่เจอแถวเกร็ดนูนดังเช่นว่าที่เจอในทะเลน้ำจืด  และก็บริเวณหน้าผากมีสันจางคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตสุดกำลังเมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวภรรยาโตเต็มที่เมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียออกไข่ครั้งละราวๆ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่แตกต่างกัน ตะไข้น้ำจืด ตะไข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนสัดนัก เรียวยาว ได้ส่วนสัดกว่า
๒.ส่วนหัว สามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง รวมทั้งเป็นสันมากกว่า รูปสามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาข้างหลัง พังผืดเห็นไม่ชัดเจน  มีพังผืดเห็นได้ชัดเหมือนขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ จระเข้ปากนกกระทุงเหว เป็นตะไข้ชนิดที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นตะไข้ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งของไทย ลำตัวอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลปนแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่ายน้ำ ไอ้เข้ชนิดนี้เจอเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำรวมทั้งหนองจืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ อาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีกล่าวว่าเจอจระเข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาจำพวกสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้ไฟโต๊ะแดง จังหวักนราธิวาส แต่ว่าเจอเพียงแต่ที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้ประเภทนี้รับประทานปลาและก็สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นของกิน โตเต็มที่เมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียวางไข่ครั้งละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  รวมทั้งฟักเป็นตัวในช่วงฤดูฝน
๔.ไอ้เข้ลูกผสม  เป็นตะไข้ผสมรหว่างตะไข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำทะเล คนประเทศไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับในการผสมตะไข้ ๒ ชนิดนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีกลาย จระเข้ลูกผสมมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด และนิสัยที่ดุร้ายเสมือนไอ้เข้น้ำเค็ม แม้กระนั้นมีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มกำลังมีปริมาณยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากยิ่งกว่า ๑,๒๐๐ กก.) จัดเป็นตะไข้ชนิดที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ตะไข้ลูกผสมเริ่มตกไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี วางไข่ราวครั้งละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำทะเล ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีตกไข่ราวครั้งละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง รวมทั้งเมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปตกไข่ครั้งละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของตะไข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าจระเข้เกิดและมีพัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีกลาย  ตอนนี้มีจระเข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ชนิด กระจัดกระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วทั้งโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ตะไข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในตอนกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในฤดูหนาวก็เลยออกมาตากแดด เป็นปกติชอบนอนบนริมฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือสภาพอากาศ  ดังเช่น  ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะแผดเสียงร้องออกมาจากคอคล้ายเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ไอ้เข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าโตสุดกำลังและสืบพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแบ่งตะไข้เพศผู้และไอ้เข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะด้านนอกเมื่อไอ้เข้มีอายุตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จระเข้เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำแค่นั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  คือในราวธ.ค.ถึงเดือนกุมภาพันธ์  เมื่อผสมพันธุ์กัน  เพศผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและตวัดข้างหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที ตะไข้ตัวเมียตั้งครรภ์ราว ๑ เดือน  และเริ่มวางไข่ในราวมี.ค.ถึงพฤษภาคม  ไอ้เข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ปลอดภัย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วปัดกวาดเอาใบไม้แล้วก็ต้นหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับวางไข่  ต่อจากนั้นก็เลยขุดหลุมตรงกลางแล้ววางไข่ โดยใช้เวลาวางไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อวางไข่เสร็จจึงกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดเล็กน้อย  แม้กระนั้นเล็กกว่าไข่ห่าน จระเข้ตัวเมียตกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่จระเข้แต่ละจำพวกก็แตกต่างกัน เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกมาจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนถึงไข่ ลูกตะไข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่อาจจะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่ไอ้เข้จะคาบไข่ไว้ในปากและก็ขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้แรกเกิดมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  เซนติเมตร   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมและก็ใช้กัดได้แล้ว และมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่อของกินหมดและตะไข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารรับประทานเอง ตะไข้มีระบบระเบียบย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ จระเข้เมื่อโตเต็มกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่ผลิออกขึ้นมาแทนที่ในช่วงเวลาไม่นาน ฟันตะไข้เป็นกรวยซ้อนกันเป็นชุดๆอยู่ด้านในเหงือก ๓ ชุด ตะไข้มีลิ้นติดกับพื้นปาก เมื่อไอ้เข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากข้างล่าง   บริเวณนั้นเป็นจุดที่จระเข้ใช้บอกความต่างของรสชาติอาหารที่กินเข้าไป ส่วนลึกในโพรงปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อปกป้องน้ำเข้าคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกไอ้เข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลามุดน้ำจะปิดสนิทเพื่อคุ้มครองปกป้องน้ำเข้าจมูก ไอ้เข้หายใจแล้วก็สูดกลิ่นด้วยจมูก ในโพรงปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ภายใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ตะไข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น มองไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ตะไข้ไม่สามารถคลานไปไหนได้ไกลๆแต่ในระยะสั้นๆทำได้เร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อจำเป็นจะต้อง ไอ้เข้สามารถคลานลงน้ำแล้วก็ว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ตะไข้จะเคลื่อนเข้าพบเหยื่ออย่างช้าๆ เสมือนขอนไม้ลอยน้ำมา เมื่อสบโอกาสแล้วก็ระยะทางพอสมควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างเที่ยงตรง เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันจระเข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อแล้วก็ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับบดของกิน
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วประคองตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและหางโบก แต่สำหรับเพื่อการพุ่งตัวและก็ว่ายน้ำด้วยความรวดเร็วนั้น   ตะไข้ใช้เพียงแต่หางอันมีพลังโบก ไปๆมาๆอย่างรวดเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า ไอ้เข้มีความรู้ในการแลเห็นที่ดีแล้วก็ไวมาก สามารถมองดูภาพได้  ๑๘0  องศา อีกทั้งสามารถแลเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของตะไข้มีความไวรวมทั้งเร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ตะไข้ยังลืมตาและก็มองเห็นในน้ำได้  เมื่อจระเข้ดำน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อปกป้องการเคืองตา ตะไข้ยังมีหูที่รับเสียงเจริญ หูจระเข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาตะไข้ ๒ ข้าง นอกนั้นตะไข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการเขย่าสั่นสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: 15-12-2017 , 08:51:47 »

เต่าทุ่งนา
เต่าท้องนา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในตระกูล Emydidae
เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง ตัวโตเต็มที่มีกระดองยาวราว ๒๑ ซม. กว้างราว ๑๕ ซม. และสูงราว ๑๐ เซนติเมตร หัวค่อนข้างจะโตมากมายจวบจนกระทั่งมองดูไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆชั่วกัลปวสานจนถึงข้างคอ กระดองบนมีสันตามแนวยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ส่วนท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ แม้กระนั้นเมื่อโตขึ้นจะเลือนหาย สมุนไพร  เปลี่ยนไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม เพศผู้อกตันคล้ายตัวเมีย แม้กระนั้นมีหางยาว ใหญ่กว่า เต่าชนิดนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นหอย พบได้มากมายตามท้องทุ่งสระหนองทั่วๆไปในทุกภาคของประเทศ

หนังสือเรียนคุณค่า
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืดชืด คาว มีคุณค่าแก้ตับทรุด แก้ม้ามแขวนม้ามโต แล้วหลังจากนั้นก็แก้เยี่ยวพิการทุพพลภาพ

Tags : สมุนไพร

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: 12-12-2017 , 09:31:32 »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯเครือญาติของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาและก็อินเดีย) มาทางตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) ประเภทนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำและก็สีน้ำเงินเข้มเป็นเงา ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่ไม่เหมือนกับนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังสะอาดๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีสวย มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงกึ่งกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมแล้วก็อ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.หน้าแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่สวยสดงดงาม สีไม่จัดจ้า แข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวเกือบไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับค่อนข้างต่ำๆและระยะทางสั้นๆเป็นประจำอยู่เป็นฝูงใหญ่ตลอดตัวผู้และก็ตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่แล้วก็แย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะทำรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วตกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักราวๆ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ และเมื่ออายุประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบมากทางภาคทิศตะวันออกแล้วก็ภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าชนิดประเทศพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นทั้งยังอาหารและเป็นยา  หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาฝ้า เดี๋ยวนี้พึ่งทราบดีว่าโรคนี้มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบบ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และก็เล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว หนังสือเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตามัว แล้วก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกประเภท นอกเหนือจากนี้ไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราพระยาพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ทำจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นราวจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดี เป็นสีผึ้งแดง จึงเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากวนด้วยจุที่สีพอเหมาะ เป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นขี้ผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งดูม์ แสบร้อนให้เย็น

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่บ้าน
« เมื่อ: 11-12-2017 , 14:31:55 »

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว แล้วก็มีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่สมัยโบราณ ตอนนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆมากมายก่ายกอง มีทั้งที่เลี้ยงเพื่อกินเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ แล้วก็ชนิดที่เลี้ยงเพื่อกินไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในสกุล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
สมุนไพร เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) ก็เลยมีลักษณะทั่วไปเหมือนไก่ป่า ข้อแตกต่างที่พิจารณาได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ หน้าแข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี อาทิเช่น สีขาว สีเหลือง แต่ของไก่ป่ามีเพียงแต่สีเดียวคือสีเทาเข้ม

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 08:15:22 »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในตระกูล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดกึ่งกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ ซม. ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ด้านข้างตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขาและนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะปราดเปรียว มักหาเลี้ยงชีพตัวเดียวกระโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือรุ่งสว่าง แผดเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเที่ยว ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน และก็กระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แต่บินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกประเภทนี้รับประทานสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นของกิน อย่างเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา รวมทั้งพืชน้ำลางชนิด สร้างรังด้วยก้านไม้แล้วก็ใบไม้ในรอบๆพงพืชน้ำที่รกทึบ ออกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้และก็ตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง รวมทั้งพยาธิผื่นคันต่างๆ

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: 07-12-2017 , 15:36:47 »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ดินตะวันตกเฉียงเหนือเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโก่งเป้นขอชนิดหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งเดียว ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากข้างล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พาดจากรอบๆใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะเบาๆเรียวเล็กลงจนถึงเหลือเป็นเพียงแค่เส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าเอ็งอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว เพศผู้มีทาสีแดงเข้มที่ที่ศีรษะปีกข้างๆ และแถบดำที่คางมีขนาใหญ่มากยิ่งกว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบมากทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกจำพวกนี้รับประทานผลไม้ เมล็ดพืชรวมทั้งยอดอ่อนของพืช  ทำรังตามโพรงไม้ ออกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงเมษายน ไข่ออกจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยตามชนบทใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางและก็โลหิตพิการ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ใน พระคัมภีร์ชวดารให้ยาขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยล้าตายไปข้างหนึ่ง ทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ โพกพาย ๑ พรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดพญานาค ๑ เอาเสมอกัน ต้มทากล่อนลม หายแล

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: 05-12-2017 , 16:05:31 »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่พบได้ในประเทศไทยมี ๓ ประเภท ทุกประเภทจัดอยู่ในตระกูล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ ชนิดนั้น ตอนนี้หายากแล้วก็มีจำนวนน้อย ลางชนิดอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกที่นาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 เซนติเมตร ลำตัวสีดำปนน้ำตาล หัวแล้วก็คอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแค่แผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบหลัง สีขาว ตอนล่างและก็โคนหางสีขาวกระจ่าง ด้านในต้นขามีแต้มสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นของกิน   ทำรังบนยอดไม้สูง ในเดือนพฤศจิกายนรวมทั้งเดือนธันวาคมจนกระทั่งก.พ. วางไข่ครั้งละ ๑ ฟอง ทั้งยัง ๒ เพศช่วยเหลือกันสร้างรังแล้วก็กกไข่ ชนิดนี้มีเขตการกระจายจำพวกกว้าง ตั้งแต่อินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน และก็ทั่วภูมิภาคเอเซียอาคเนย์  ในประเทศไทยเคยเจอเยอะมากบริเวณที่ราบ แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้หาดูได้ยากมากมาย   เข้าใจว่าเกือบสิ้นพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวรวมทั้งคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่าแร้งชนิดอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีเข้มกว่าตัวโตเต็มวัย และพบมากที่ขนอุยหลงเหลืออยู่บนขนหัว ตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งประเภทอื่นๆและก็ร่วมลงรับประทานซากสัตว์ด้วยกัน   มักพบจิกและก็แย่งซากสัตว์กันตลอดระยะเวลา  กระบวนการทำรังแล้วก็ตกไข่คล้ายกับนกแร้งประเภทอื่นๆทำรังช่วงเดือนพฤศจิกาถึงก.พ.   ชอบอยู่จากที่โล่ง ปริมณฑล ทำมาหากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังและก็ขว้างป่าเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายประเภทจากอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบบ่อย แต่ว่าปัจจุบันนี้มั่นใจว่าสูญพันธุ์ไปจากบ้านพวกเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มากมาย ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ เซนติเมตร มีลักษณะเหมือนอีแร้งปากเรียว แม้กระนั้นตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามากมาย ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีสีเช่นกัน ลำตัวข้างบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลปนขาว ข้างล่างสีเนื้อแกมสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว มักพบอยู่กระโดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนเทือกเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามช่องเขาหรอภูเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยตอนนอกฤดูสืบพันธุ์   หายากแล้วก็ปริมาณน้อย เคยมีแถลงการณ์ว่าเจอในจังหวัดกรุงเทพมหานคร แล้วก็ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีหมวด

Tags : สมุนไพร

12

อีแอ่นกินรัง
อีแอ่นกินรังเป็นอีแอ่นขั้นต่ำ ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
วงศ์ Apodidae คือ
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet ชนิดนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet จำพวกนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกับชนิดแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   ชนิดนี้สร้างรังด้วยขนนกยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมปริมาณร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  ประเภท  นอกจาก  ๓  ชนิดข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ประเภทคือ
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ชนิดนี้ทำรังด้วยต้นหญ้าและพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงเล็กน้อย

13
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: 02-12-2017 , 08:52:07 »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค แปลว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี แสดงว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางเปอร์เซีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในตระกูล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  จำพวกย่อย  คือ
๑.ประเภทย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.ชนิดย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกึ่งกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลแกมเหลือง มีจุดขาวอยู่กึ่งกลางหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางข้างหลังไปจนถึงก้น ด้านล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางและก็แนบติดกับลำตัว   ในฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทาและก็จุดขาวตามลำตัวจะเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างจะสั้น คอดก ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา บริเวณก้นวงรอบตูดมีสีขาวขอบสีดำ
กวางประเภทนี้รับประทานหญ้า ใบไม้ รวมทั้งผลไม้เป็นของกิน ชอบอยู่กันเป็นฝูงในช่วงฤดูร้อน เพศผู้ที่โตเต็มกำลังจะแยกออกจากฝูง ทิ้งตัวเมียและก็ลูก แม้กระนั้นในฤดูสืบพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางประเภทนี้โตสุดกำลังและก็สืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน ตั้งท้องราว  ๒๓0  วัน คลอดลูกครั้งละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยเจอกวางอิหร่านในป่าโดยรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและในตะวันออกกลาง อย่างเช่น ในประเทศประเทศอิหร่านแล้วก็อิรัก ตอนนี้อาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ยังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายที่
 [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ตำราคุณประโยชน์โบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาทำลายพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขาควาย โหราใบกลม โกฏกัยี่ห้อ ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ ดินประสิวขาว หอมแดง ชาตรี ยาดังนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมภรรยา ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นเงื่อนก็หาย ถ้าเป็นไข้เจ็บ ให้สับกระหม่อมสับต้นคอ ทาหาย แก้ลมขึ้นสูงด้วย ถ้างูเพ่งดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ สุราก็ได้ อีกทั้งกินทั้งยังยา หาย  ฯ
ประโยชน์ทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง ตำรายาสรรพคุณยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทั้งหมดทุกอย่าง มีสรรพคุณแก้ร้อน ทำลายพิษแสดง หมอแผนไทยมักเอามาคั่วให้ไหม้เกรียม หรือสุมให้ดำเกรียม แล้วก็ก็เลยเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระคัมภีร์โบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังต่อไปนี้สิทธิการิยะ ถ้าผู้ใดกันแน่ป่วยแลให้ร้อนภายในให้ต้องการน้ำนัก แลตัวคนไข้นั้นให้แข็งกระด้าง ประหนึ่งขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่าเกิดรอยแดง  ภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมหดหู่ให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าเกิดจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์อีกทั้ง  ๒  สนเทศ  ๑  ระย่อม  ๑  พิศทุ่งนาศ  ๑  รากแตงรุนแรง  ๑  รากหมูปล่อย  ๒  หัวมหารอยดำ  ๑  หัวกะยามเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบระงับ  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉมีดพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งา  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวไอ้เข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   กรามพญางู  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำอีกทั้ง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสทายใจ  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ ทั้งยังกินทั้งยังพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น หายแล

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: 01-12-2017 , 09:14:52 »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในตระกูล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
เจอในที่ราบท้องทุ่งและในที่สูงที่มีลมเย็นจัด แล้วก็มักมีฝุ่นละอองทรายเกลื่อนกลาดอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงท้องทุ่งที่ราบสูงในประเทศดูโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์กินนม กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงก้นยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   เซนติเมตร   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   กิโลกรัม   หัวใหญ่รวมทั้งอ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   เพศผู้มีเขารูปเหมือนพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  เซนติเมตร   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงแทบปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  เซนติเมตร   ปลายแหลม   ดั้งครึ้มแล้วก็โค้งโค้ง   จมูกเหมือนกระเปาะพอง   มีสันตามทางยาว   รูจมูกเปิดออกทางด้านล่างข้างในรูจมูกมีโครงสร้างพิเศษหลายชนิด   กระดูกเจริญก้าวหน้าดีมากและก็เรียงช้อนซ้อนกัน  สมุนไพร ข้างในมีขนครึ้ม   ต่อมแล้วก็ร่องเมือก   สำหรับกรองฝุ่นแล้วก็ทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นแล้วก็เปียกชื้นขึ้น   มีประสาทดมดีมาก   นอกเหนือจากนั้นในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ภายในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอครึ้มเพื่อกันความหนาว   ในฤดูขนบนตัวจะสั้นสีน้ำตาลออกแดง   จมูกแล้วก็หน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบตูด   ใต้ท้อง   แล้วก็หางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวแล้วก็ดกกว่า   มีขนรองหนา   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นข้างหลังกีบกางออกนิดหน่อย   หางสั้นมาก   ใต้หางไม่มีขน สัตว์ชนิดนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในช่วงฤดูใบไม้ตก   มักรวมฝูงรวมทั้งย้ายถิ่นที่อยู่ลงไป   ทางด้านทิศใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในฤดูใบไม้ผลิ   (ราวม.ย.)   เพศผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ขึ้นไปด้านเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายถิ่นที่อยู่ขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มตัวต่ำ   แต่วิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กิโลเมตร   ถูกใจกินใบไม้ตามพุ่มรวมทั้งใบต้นหญ้า อดน้ำได้นาน

ผลดีทางยา
เขากุยมีที่ใช้อีกทั้งในยาไทยแล้วก็ยาจีน จำนวนมากที่มีขายในร้านค้ายาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐสามัญชนจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงครึ่งเดียวจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งรวมทั้งแน่นเมื่อคัดแยกออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะเห็นข้างในครึ่งหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนถึงปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำได้  ๒  แนวทาง  เป็น
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอควร คัดแยกออกจากน้ำแล้วตัดตามทางขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผุยผงละเอียด
แบบเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง และอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้สูง ได้แก่ หมดสติ ชัก เพ้อ บ้า ฯลฯ แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเกินไป มีคุณประโยชน์กำจัดความร้อนรวมทั้งพิษต่างๆในร่างกาย เมื่อรับประทานเขากุยแล้วจะทำให้ตัวเย็น แล้วก็คุณประโยชน์นี้แรงกว่า เขากระบือราว  ๑๕  เท่า (บางทีอาจใช้เขาควายแทนได้)

15

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาชนิดอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับเขากุย ตำราว่าใช้แทนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในทวีปเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือของเขตปกครองตนเองสินเจียงอุยกูร์ที่สม่ำเสมอไปจนถึงเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน สัตว์จำพวกนี้ตัวผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูผสมพันธุ์เพศผู้มีเขายาว ทางช้อนไปข้างหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
พบในท้องทุ่งเนินสูงของเขตปกครองตนเองประเทศทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กิโล มีเขายาวมากมาย ชอบย้ายถิ่น ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่เพศผู้คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว สัตว์จำพวกนี้ชอบใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมเย็น
๓.กาเซลประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ประเภทนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ เป็น มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาเฉพาะบุคคลผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   และตรงปลายก้นมีแถบขาว   สัตว์จำพวกนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กิโล ข้างตัวสีน้ำตาลจาง รวมทั้งจางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  พบตามภูเขาสูงในที่ราบสูงทิเบต
๔.กวางผา

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
เจอในประเทศไทย ตามเทือกเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยพบที่ภูเขาม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดกาลตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ถึงรอบๆทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางผามีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงผา สีตามตัวเป็นสีเทาแกมน้ำตาลอ่อนๆปนสีฟ้าซีดๆที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนถึงหาง กวางเขาหินแตกต่างจากแกงเลียงเขาหินตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปด้านหลังเหมือนแกงเลียงเขาหิน แต่ว่าเล็กกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งหนึ่งของความยาวเขา กวางเขาหินเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินหากินตามทุ่งหญ้าในช่วงเช้า สมุนไพร รวมทั้งช่วงเวลาเย็น บางครั้งบางคราวก็นอนเล่นบนหิน พระหนังสือธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งเป็น “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยยุ่ยลิ้นเปื่อยแลปากเปื่อยยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งาช้าง  ๑ จันทร์ทั้งคู่นี้ น้ำประสานทองสะตุๆ  ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ละลานน้ำผึ้งทา หายแล
พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง เป็นทรางมิจฉาชีพทรางเพลิง ถ้าเกิดขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปหมดทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  พรมมิ  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศทั้งยัง  ๕   เทียนอีกทั้ง  ๕   การะบูร  ๑  บอแร็ก  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเท่าเทียม  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ลานตาน้ำแตงร้านรับประทาน แก้ในตาต้อ  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งมวล

หน้า: [1] 2 3 4