แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

บัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่เราต่างรู้จักกันดีในฐานะของผักประจำถิ่น นิยมนำมากินกับน้ำพริกหรือเมนูอาหารต่างๆแบบใหม่ๆแล้วก็ยังนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำใบบัวบกเพื่อดับหิว แก้ช้ำใน และเพื่อช่วยทำนุบำรุงร่างกาย ซึ่งจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในแถบทวีปเอเชียพวกเรานี้เอง ด้วยคุณประโยชน์ที่หลากหลาย ก็เลยทำให้มันเป็นยารักษาโรคและก็ตัวช่วยดูแลสุขภาพ ในปัจจุบันเริ่มมีการทำวิจัย สกัดสารสำคัญในใบบัวบกนำมาใช้สำหรับการรักษาในรูปของยาแคปซูล และก็บัวบกผงสำหรับชงดื่มอีกด้วย
รูปแบบของใบบัวบก
บัวบก มีชื่อเรียกด้านวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica อยู่ในวงศ์ Umbelliferae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกันกับผักชี ส่วนชื่อเขตแดนถูกเรียกในชื่อที่นานาประการ ดังเช่น ผักแว่น ผักหนอก รวมทั้งกะโต่ เป็นต้น  ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก มีกอติดอยู่ที่พื้นดิน ลำต้นจะเลื้อยแพร่กิ่งไม้ไปตามพื้นดินในแนวนอน มีอายุยืนยาวได้นานยาวนานหลายปี การแตกรากแล้วก็ใบจะเกิดขึ้นตามข้อ ลักษณะเป็นใบเดี่ยว มีรูปร่างเสมือนไต จะออกเป็นกลุ่มตามข้อ ขอบใบหยัก มีก้านใบยื่นยาวออกมา ดอกเป็นสีม่วงคละเคล้าแดง ผลแบน ออกเป็นดอกคนเดียวหรือช่อขนาดเล็กราว 3-4 ดอก มีเอกลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของกลิ่น รวมทั้งรสชาติที่ขมปนหวาน
ประโยช์จากใบบัวบักที่นิยมเอามารับประทาน
พวกเราอาจเคยชินว่าบัวบกเป็นพืชสมุนไพรแก้ช้ำในเป็นหลัก แต่ว่าจริงๆแล้วสมุนไพรจำพวกนี้มีสาระในการรักษาอีกนานาประการ ไม่ว่าจะเป็น การรักษาโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องร่วง รักษาโรคในกระเพาะ ช่วยทำนุบำรุงสมอง แล้วก็ช่วยเพิ่มความจำ ฯลฯ การกินใบบัวบกแบบสดๆจะก่อให้ร่างกายได้สารสำคัญหลายอย่าง ที่พบบ่อยคือ "สารไกลโคไซด์" (Glycosides) ซึ่งจัดว่าเป็นสารที่ผลเข้าไปกัดกันการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมภาวะของเซลล์และก็เยื่อต่างๆในร่างกาย มีส่วนช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนที่ผิว กระดูก แล้วก็เส้นเอ็น ทำให้แผลสมานตัวเข้าพบกันได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
คุณประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ว่าจะเป็นการทานเป็นต้นดิบๆหรือนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม ล้วนมีคุณประโยชน์ทางยาที่ไม่มีความแตกต่างกัน
เพราะว่ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น จะช่วยลดการเกิดอาการร้อนใน ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม ในกรุ๊ปสตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน จำต้องใช้สมองในการทำงานมากๆใบบัวบกจะเป็นตัวช่วยเพิ่มความจำได้ดิบได้ดี ช่วยลดความเคร่งเครียด ลดการอักเสบที่ผิวหนัง อาการฟกช้ำดำเขียวและก็ร่องรอยผิดปกติที่เกิดบนผิวหนัง ยิ่งไปกว่านี้ผู้ที่บริโภคใบบัวบกหลังการผ่าตัด จะช่วยทำให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น และก็ลดการตำหนิดเชื้อได้
สรรพคุณของบัวบกกับผลการวิจัย
งานค้นคว้าวิจัยได้กล่าวถึงบัวบกเอาไว้ว่า เป็นพืชที่มีคุณประโยชน์เด่นในด้านการบำรุงสมองเช่นเดียวกันกับแปะก๊วย ช่วยกระตุ้นสมองสำหรับการจดจำสิ่งต่างๆได้ดิบได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยวิวัฒนาการศึกษาทางสมอง รวมทั้งด้วยคุณสมบัติพิเศษกลุ่มนี้ทำให้มันแปลงเป็นพืชที่ถูกจดสิทธิบัตรสารสกัดจากบัวบกที่มีหน้าที่่ช่วยเพิ่มความจำ
จากการทดลองในลูกหนู พบว่ามีความจำและก็การเล่าเรียนที่ ส่วนในคน มีการทดลองในเด็กพิเศษ ด้วยการกินบัวบกวันละ 500 มก. ติดต่อกัน 3 เดือน เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม พบว่ามีความเข้าใจสำหรับการศึกษาที่ดียิ่งกว่า ส่วนในคนสูงอายุให้ทดสอบกินสารสกัดบัวบก 750 มิลลิกรัม ติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ทั้งความจำและการศึกษาดีขึ้น ทั้งยังช่วยลดอารมณ์แปรปรวน ทำให้คนวัยชรามีร่าเริงแจ่มใสเพิ่มมากขึ้นด้วย ในรายที่เป็นวัยทำงาน ได้กระทำการทดลองกับเพศหญิงอายุราวๆ 33 ปี กินสารสกัดบัวบก 500 มก. วันละ 2 ครั้ง พบว่าช่วยลดความเครียด ความรู้สึกหนักใจ แล้วก็สภาวะกลัดกลุ้มลงได้
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ เจอการทำงานของสารสกัดบัวบกที่ตรงเข้าออกฤทธิ์กับสมอง ช่วยทำให้การหายใจระดับเซลล์ข้างในสมองดำเนินงานได้ดิบได้ดีขึ้น มีสารต้านทานอนุมลอิสระ ช่วยสร้างสมดุลสารสื่อประสาท แล้วก็ต้านทานการย่อยสลายของเซลล์สมองได้
การนำใบบัวบกมาใช้บริโภคเพื่อเป็นยา
บัวบกสามารถนำมาใช้เป็นยาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต้นสด เม็ด หรือใบ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบประยุกต์ใช้มากที่สุด การเลือกใบบัวบกที่ดี ควรจะเลือกใบที่โตเต็มที่รวมทั้งบริบูรณ์ ประยุกต์ใช้ตากแห้งป่นเป็นผุยผงบรรจุลงในแคปซูลประมาณ 500 มก. รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย
นำเอาใบบัวบกสด 1 กำมือ มาคั้นให้ได้น้ำ หรือตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันแล้วต่อจากนั้นกรองให้เหลือแค่น้ำ ผสมน้ำตาลหรือเกลือก็ได้ตามชอบ ดื่มทีละ 1 แก้ว ก่อนกินอาหารทั้งยัง 3 มื้อ โดยประมาณ 5-7 วัน จะช่วยลดอาการร้อนในและแก้บอบช้ำในได้
ในกรณีที่เป็นคนไข้โรคความดันเลือดสูง ให้สามารถกินน้ำใบบัวบกแต่ละวัน ติดต่อกันโดยประมาณ 7 วัน จะช่วยลดระดับความดันให้อยู่ในระดับธรรมดา
เมล็ดของบัวบกที่มีรสขมและเย็น นิยมประยุกต์ใช้แก้ไข้ ลดอาการปวดหัว รวมทั้งแก้บิด

ข้อควรระวังสำหรับเพื่อการใช้ใบบัวบก
ก่อนรับประทานใบบัวบกเพื่อเป็นยา ต้องสำรวจสุขภาพกายของตนก่อนว่าพื้นฐานแล้วมีโรคประจำตัวอะไรที่มีความเสี่ยงหรือเปล่า เพราะเหตุว่าสารบางจำพวกในใบบัวบก จะเข้าไปทำให้ลักษณะของโรคกำเริบเสิบสานมากยิ่งขึ้นได้
เนื่องจากว่าบัวบกเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น การรับประทานมากเกินไปจะมีผลให้สะสมภายในร่างกายกระทั่งรู้สึกหนาวมากยิ่งขึ้นได้
หลบหลีกการกินใบบัวบกต่อเนื่องกันทุกวัน หรือกินทีละมากๆเมื่อรับประทานติดต่อกันราว 1 อาทิตย์แล้ว ก็ควรพัก 1 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับมารับประทานใหม่
สำหรับรับประทานใบบัวบกสดๆติดต่อกันทุกวี่วัน ควรกินในสัดส่วนราวๆวันละ 3-6 ใบ ไม่สมควรเกินความจำเป็นกว่านี้
แม้ร่างกายมีลักษณะอ่อนล้า เวียนหัว ใจสั่น หรือหัวใจเต้นไม่ดีเหมือนปกติ รู้สึกคันตามผิวหนัง ท้องเสีย ภายหลังจากการกิน ควรหยุดรับประทานในทันทีแล้วก็รีบเข้าพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
ในฝูงคนที่จำเป็นต้องกินยาแก้แพ้ ยานอนหลับ หรือยากันชัก ไม่สมควรรับประทานใบบัวบก ด้วยเหตุว่าจะยิ่งไปเพิ่มฤทธิ์ให้รู้สึกง่วงซึมมากเพิ่มขึ้น
ใบบัวบกคือพืชสมุนไพรไทยที่หาได้ง่ายทั่วไปตามตลาด ราคาแพงถูก แม้กระนั้นล้นหลามด้วยคุณประโยชน์ทางยา ที่จะเป็นหนทางสำหรับการรักษาโรคต่างๆแล้วก็ใช้สำหรับบำรุงร่างกายได้อย่างมีคุณภาพ http://www.disthai.com/

2

สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ชื่อสกุล : ACANTHACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl
ชื่อพ้อง : Acanthus ilicfolius L. ; Acanthus ilicfolius L. var intergrifolia T.Anderson
ชื่อสามัญ : Sea holly
ชื่อพื้นบ้านอื่น : แก้มแพทย์, แก้มแพทย์เล (กระบี่) ; จะเกร็ง, นางเกร็ง, เหงือกปลาหมอ, เหงือกปลาหมอน้ำเงิน (ทั่วๆไป) ; อีเกร็ง (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงราว 30-100 ซม. ลักษณะลำต้นเป็นข้อ แข็ง และก็มีหนามอ่อนๆตามข้อๆละ 4 หนาม
ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆสีเขียวเข้ม ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบของใบเว้าหรือเรียบ รวมทั้งมีหนามแหลม ปลายใบแหลม มีก้านใบสั่นๆ
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกเป็นช่อตั้งตรงที่ยอด ช่อดอกยาว กลีบรองกลีบดอกไม้ มี 4 กลีบ แยกจากกันสีเขียวอ่อน กลีบดอกสีขาว สีขาวขริบฟ้า หรือสีฟ้าอมม่วง แยกเป็น 2 ทาง กลีบบนยาวพอๆกับกลีบรองกลีบดอก แต่กลีบข้างล่างแผ่กว้างแล้วก็โค้งลง ปลายกลีบหยักเว้าเป็น 3 หยักตื้นๆ
ผล เป็นฝักสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน มีเมล็ดข้างใน 4 เมล็ด
นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้ง มีอยู่ทั่วไปในป่าชายเลน จากที่ลุ่มริมน้ำคลอง ส่วนใหญ่ชอบขึ้นในที่น้ำกร่อย บางทีก็พบในน้ำจืดบ้างเช่นกัน
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ความชื้นปานกลาง เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ผลดีทางยา
รสและก็คุณประโยชน์ในตำรายา
อีกทั้งต้น รสเค็มกร่อย แก้อาการผดผื่นคัน
ใบ รสเค็มกร่อย รักษาโรคปวดบวมรวมทั้งแผลอักเสบ แก้ท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ แพทย์แผนไทยตามบ้านนอกใช้ 5 เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษรอยดำเจริญ แก้น้ำเหลืองเสีย ใช้ปรุงกับฟ้าทลายมิจฉาชีพรมหัวริดสีดวงทวาร ตำใบผสมกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาแก้อาการตาเจ็บหรือตาแดง
ผล รสเค็มกร่อย ใช้เป็นยาขับโลหิตอย่างแรง และแก้ฝีซาง ฝีตาน
ในประเทศอินเดีย ใช้ยอดแล้วก็ใบอ่อนตำผสมน้ำเล็กน้อยปิดแผลที่ถูกงูกัด ทั้งยังต้นใช้รักษาแก้โรคที่เกี่ยวกับหลอดลมแล้วก็แก้ไอ และก็นำมาต้มเอาน้ำเป็นยารักษาธาตุทุพพลภาพ
ในประเทศประเทศสิงคโปร์ ใช้เมล็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มเม็ดกับดอกมะเฟืองหรือดอกตะลิงปลิง แล้วเติมเปลือกอบเชย แล้วก็น้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เม็ดบดเป็นผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วป่นละลายน้ำดื่มแก้ฝี ฝักต้มรับประทานเป็นยาขับเลือด และก็แก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด
แนวทางรวมทั้งจำนวนที่ใช้
รักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยใช้ทั้งต้นและก็ใบสด 3-4 กำมือ ล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นนำไปต้มน้ำ แล้วก็ใช้น้ำอาบ เช้า-เย็น เป็นเวลา 1 อาทิตย์
ข้อควรรู้
เหงือกปลาหมอมีอยู่ร่วมกัน 2 จำพวก คือ
เหงือกปลาหมอ Acanthus ilifolius L. หรือ Acanthus ilifolius L. var intergrifolia T.Anderson ลักษณะจะมีดอกสีฟ้าอมม่วง มีประสีเหลืองกึ่งกลางกลีบ มีใบเสริมแต่งสีเขียวอีก 2 กลีบ รองรับดอกอยู่เสมอไป
เหงือกปลาหมอ Acanthus ebracteatus Vahl ลักษณะจะมีดอกสีขาวค่อนข้างจะเล็ก มีใบตกแต่งรองรับช่อดอก แต่ว่าหล่นหลุดไปก่อน
คุณประโยชน์ของเหงือกปลาแพทย์
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าหากรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน จะก่อให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ประเภท หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่ทราบเมื่อยล้า / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงเพราะ / 9 เดือน หนังเหนียว (อีกทั้งต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ปกติ (ทั้งต้น)
ช่วยให้เลือดลมเป็นปกติ (ทั้งต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกษัย อาการผ่ายผอมเหลืองทั้งตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงรับประทานทุกวี่ทุกวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนหมดทั้งตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนถึงงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจกินขณะอุ่นๆจนถึงหมด อาการก็จะดียิ่งขึ้น (ทั้งต้น)
ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ต่อต้านมะเร็ง (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นและอาหารเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ในรูปร่างที่เท่ากัน เอามาต้มกับน้ำจนถึงเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว ยามเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น อาการจะ (ทั้งต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ (ต้น)
รากช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นเดียวกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นและรากนำมาต้มอาบแก้อาการ (อีกทั้งต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสลด (ราก)
ถ้าเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำให้รอบคอบเป็นผุยผงแล้วนำมาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นและก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (อีกทั้งต้น)
ช่วยขับพยาธิ (เม็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย นำมาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับเยี่ยว ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดตกขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบรวมทั้งต้นนำมาตำเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ระดูมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ทั้งยังต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการกางใบเอามาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตพิการ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)

ผลช่วยขับเลือด หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนรับประทานก็ได้ (เม็ด, ผล, ทั้งต้น)
ช่วยฟอกโลหิต ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ต้นนำมาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น เอามาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับคนเจ็บเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง แม้ใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยากินติดต่อกันราวๆ 3 เดือนจะช่วยให้อาการของแผลพุพองทุเลาลงอย่างแจ่มแจ้ง (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่าดง รักษาขี้กลากเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเอามาตำเอาแต่น้ำกิน (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดและใบสดล้างสะอาดโดยประมาณ 3-4 กำมือ เอามาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ลมพิษ (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดทั้งยังภายในภายนอก ด้วยการใช้ต้นและใบทั้งยังสดแล้วก็แห้งราว 1 กำมือ นำมาบดให้รอบคอบ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือวิธีลำดับที่สองจะเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ราว 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดเอามาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วป่นอย่างถี่ถ้วน ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยทำลายพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำให้ละเอียด สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอ1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ต้น ถ้านำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้อาการเจ็บหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบแก้ไขข้ออักเสบรวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยบำรุงรักษารากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบเอามาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยบำรุงรักษารากผมได้ (ใบ) http://www.disthai.com/

3

เหงือกปลาหมอ
บ้านเกิดเหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเพราะเหตุว่ามีประวัติสำหรับเพื่อการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้งแล้วก็ชอบพบได้บ่อยในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งลำคลอง เจริญวัยเจริญในที่ร่มแล้วก็มีความชุ่มชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เหมือนกัน เหงือกปลาหมอ พบอยู่ 2 พันธุ์เป็นชนิดดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบมากในภาคกลางแล้วก็ภาคตะวันออก ประเภทดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. เจอทางภาคใต้ อีกทั้งเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นพันธุ์ไม่ขึ้นชื่อลือนามของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 1.5 เซนติเมตร
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบลำพัง รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบแล้วก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อใบแข็งแล้วก็เหนียว ใบกว้างราวๆ 4-7 ซม. แล้วก็ยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวโดยประมาณ 4-6 นิ้ว ดังนี้สีของดอกขึ้นกับจำพวกของต้นเหงือกปลาหมอคือ ดอกมีทั้งประเภทดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และชนิดดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกันเป็น  ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบเป็นท่อปลายบานโต ยาวโดยประมาณ 2-4 ซม. บริเวณกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ภายในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด
เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มแพทย์เล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในแบบเรียนยาไทยพูดว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้กระทั้ง โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสก็จะลดลงลง
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่อง แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วไป แม้กระนั้นเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยากินแล้วก็ต้มน้ำอาบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนป่วยโรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยาและก็วิธีการใช้ยาก็มีหลายวิธี คือ
วิธีต้มยารับประทานรวมทั้งอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ยามเช้า-เย็น ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จะต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แต่ถ้าเกิดมีเหงือกปลาหมอเยอะมากๆ บางครั้งอาจจะต้มยาเพื่อแช่ตลอดตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมออีกทั้ง 5 คราวตากแห้งมาบดเป็นผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. ผู้ใหญ่รับประทานทีละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะรับประทานครั้งละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและน้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร เช้า-เย็น รับประทานไปเรื่อยๆกระทั่งจะหาย แต่ถ้าหากเป็นโรคผิวหนังจากภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องก็จำเป็นต้องกินตลอดกาล

วิธีการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการร่อนเป็นผุยผงละเอียดเหมือนแป้งบรรจุแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม คนแก่กินทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะรับประทานอาหาร เด็กต่ำลงตามส่วน
 เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเยอะแยะ ดังเช่น
-ราก มีคุณประโยชน์ในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ แล้วก็ใช้ขับเสลด
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายอย่าง โดยใช้ต้นตำผสมน้ำดื่มรักษาวัณโรค อาการผ่ายผอม ถ้าเกิดใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้คุณประโยชน์ทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกประเภท
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งสิ้น ผลกินเป็นยาขับเลือดเมนส์ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" อีกทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาตลอดตัว
- ทั้งยังต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะ
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง จับไข้จับสั่น
- ต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บข้างหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ซูบซีดเหลืองหมดทั้งตัว รับประทานทุกวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือนิดเดียว หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดให้งวดก็เลยชูลง กลั้นหายใจรับประทานขณะอุ่นกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนตลอดตัว มึนหัว ตามัว เจ็บระบมตลอดตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ" ทั้งยัง 5 รวมราก กับ อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารมื้อเย็นใต้ ปริมาณเท่ากัน กะตามอยากได้ ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นทีละ 1 แก้ว 3 เวลา รุ่งเช้า ตอนกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดีขึ้น ไปให้หมอเอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกวี่ทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกชนิดหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ชนิด หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่รู้จักอิดโรย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงรับประทานกับน้ำร้อนหากผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่สมควรดูถูกเหยียดหยาม ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

4

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในหนังสือเรียนยาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาแพทย์สามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็จะบรรเทาเบาบางลง
สมุนไพร เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นรวมทั้งใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบจะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เมล็ด จะสามารถพบมากตามชายน้ำ ริมฝั่งลำคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้จะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วไป แต่ว่าเมื่อใช้เหงือกปลาแพทย์เป็นทั้งยังยารับประทานและก็ต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 3 ข้างขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะเบาลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยาแล้วก็การใช้ยาก็มีหลายแนวทาง คือ
วิธีต้มยากินแล้วก็อาบ
เอาเหงือกปลาแพทย์สดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าตรู่-เย็น ก่อนที่จะกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จำเป็นต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำปกติตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้าตรู่-เย็นทีละ 3-4 ขัน แต่ถ้าหากมีเหงือกปลาหมอเยอะๆ อาจจะต้มยาเพื่อเป็นการแช่ตลอดตัวในอ่างก็ยิ่งดี
กระบวนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาแพทย์ 5 คราวตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร คนแก่กินทีละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งก็อาจจะกินครั้งละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุรวมทั้งน้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ยามเช้า-เย็น กินไปเรื่อยๆจวบจนกระทั่งจะหาย แต่ถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันบกพร่องก็จำต้องรับประทานตลอดไป

กระบวนการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาแพทย์ที่ผ่านการร่อนเป็นผุยผงละเอียดราวกับแป้งบรรจุแคปซูลขนาด 250 มก. ผู้ใหญ่กินทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนรับประทานอาหาร เด็กลดลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณมากมายก่ายกอง ได้แก่
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และก็ใช้ขับเสลด
-ต้น มีคุณประโยชน์รักษาโรคหลายประเภท โดยใช้ต้นตำผสมน้ำกินรักษาวัณโรค อาการซูบผอม ถ้าเกิดใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างกันออกไปอีก
-ทั้งยังต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกประเภท
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มกินแก้พิษไข้ทรพิษ ฝีทั้งหมด ผลรับประทานเป็นยาขับเลือดรอบเดือน นอกจากนั้น หากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ทั้งยังต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำกินกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน คุดทะราด ไม่สบายจับสั่น
- ต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ซูบผอมเหลืองตลอดตัว รับประทานทุกวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือนิดนึง หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำจนถึงเดือดให้งวดก็เลยชูลง กลั้นใจกินขณะอุ่นจนถึงหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนทั้งตัว วิงเวียน ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาแพทย์" ทั้งยัง 5 รวมราก กับ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ จำนวนเสมอกัน กะตามอยากได้ ต้มกับน้ำจนเดือดดื่มขณะอุ่นทีละ 1 แก้ว 3 เวลา ตอนเช้า ช่วงกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดีขึ้น ไปให้หมอเอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกๆวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกหมวดหมู่หาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ประเภท หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่เคยรู้อิดโรย
กินได้ 7 เดือน ผิวสวย
กินได้ 8 เดือน เสียงน่าฟัง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงรับประทานกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำราเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูหมิ่น รู้ไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

5

[url=http://www.disthai.com/16660416/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2]รากสามสิบ[/url][/size][/b]
รากสามสิบ คุณประโยชน์ ว่านสามสิบ หนังสือเรียนยาท้องถิ่น ใช้ ต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม แก้แท้งลูก แล้วก็โรคคอพอก ราก มีรสขื่นเย็น กินเป็นยาแก้พิษร้อนในอยากกินน้ำ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ทำลายพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยบำรุงรักษาเด็กในครรภ์ บำรุงตับ ปอด บำรุงกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า แล้วก็ต้นจันทน์แดงผสมเหล้าโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน อีกทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม แก้ตกเลือด รวมทั้งโรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ ผลักดันความรัก แล้วก็ กระชับความข้องเกี่ยวให้ชีวิตคู่ คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดประจำเดือน ระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ ลดภาวะมีบุตรยาก เสริมฮอร์โมนเพศหญิง กระชับช่องคลอด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
วงศ์ : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยผัว รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (หนองคาย) ผักหนาม (จังหวัดนครราชสีมา) สามร้อยราก (จังหวัดกาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินออกเป็นกระจุกคล้ายกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามากมาย ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบลำพัง แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆเหมือนหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกระจุก 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกลุ่มใบ ก้านใบยาว 13-20 เซนติเมตร ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 ซม. ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวโดยประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มม. ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มม. กลีบบางแล้วก็ร่น เกสรเพศผู้ เชื่อมและก็อยู่ตรงกันข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวราว 1 มม. อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด หรือมากยิ่งกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ค่อนข้างจะกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบเป็นเงา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เม็ดสีดำ มี 2-6 เม็ด มีดอกตอนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เจอตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยสามีหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสหวานเย็น ที่แอบแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี และยังเสริมสมรรถนะทางเพศให้แก่บุรุษ
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมยวนใจคล้ายผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก และก็นำส่วนของรากที่มีลักษณะเหมือนกระชาย แต่มีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวกว่าทั้งยังมีกลิ่นหอมหวน มาใช้ดองยาสมุนไพร ชูกำลังในสตรีด้วยสรรพคุณที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกขานกันว่า สาวร้อยผัว ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุเท่าไร อยู่ในวัยมีเมนส์หรือหมดประจำเดือนก็ตาม ถ้าเกิดได้ทานหัวพืชชนิดนี้เป็นประจำ จะช่วยให้มองเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ และก็ยังช่วยเพิ่มขนาดของหน้าอก ด้วยวิธีการนำรากสดมาต้มกินหรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำรากไปตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผุยผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งกินก็ได้เช่นเดียวกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ช่วยให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาวได้อีกที
ในอินเดียก็เรียกสมุนไพรชนิดนี้คล้ายกับเมืองไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) แสดงว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางตำรากล่าวว่าคือ หญิงที่มีร้อยผัว “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกเอ๋ยถึงในหนังสือ พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุยงรเวทด้วยซ้ำ จึงคงจะถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว แล้วก็ในอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นอาหารหวานเหมือนกันกับเมืองไทย
ในตำราอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง สำหรับเพื่อการทำให้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) นอกเหนือจากนี้ยังช่วยจัดการกับปัญหาอื่นๆของหญิงอย่างเช่น สภาวะประจำเดือนผิดปกติ ปวดเมนส์ ภาวะมีลูกยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมโทรม ภาวการณ์หมดปะจำเดือน(menopause) และใช้บำรุงน้ำนมบำรุงท้อง ป้องกันการแท้ง (habitual abortion) และก็อาการที่ไม่ประสงค์อื่นๆของเพศหญิง
ถึงแม้สมุนไพรจำพวกนี้จะเด่นต่อเพศหญิงแล้ว ในอินเดียยังคงใช้ในการเพิ่มพลังทางเพศให้กับเพศชายอีกด้วย ซึ่งก็คงจะคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยผัว หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย และก็ยังคงใช้เพื่อสรรพคุณทางยาอื่นๆอีกมากมาย อย่างเช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรจำพวกนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้มากที่สุดในอินเดียชนิดหนึ่ง เดี๋ยวนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากประเทศอินเดียไปจำหน่ายที่อเมริกา ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมที่สามารถขายได้ ทั่วไปไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

สรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิง
แก้ปวดระดู
แก้เมนส์มาไม่ปกติ
แก้อาการตกขาว
ขจัดปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยกำจัดกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยให้ช่องคลอดกระชับ
ขจัดปัญหาการมีบุตรยาก ป้องกันการแท้งลูก
บำรุงน้ำนม
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ
ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดอก และก็บั้นท้าย
กระชับรูปร่าง
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด และบำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความเฒ่า
ใช้รักษาโรคตับ ปอดพิการ
ชูกำลัง แก้กษัย
ข้อควรตรึกตรองสำหรับการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ด้วยเหตุนี้จึงห้ามนำมาใช้ในสตรีที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น คนเจ็บโรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การเล่าเรียนในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้นรากสามสิบ แบ่งเป็น 2 ตอนเป็นตอนกระทันหัน แล้วก็ช่วงยาวสม่ำเสมอ
โดยการเล่าเรียนในระยะรุนแรงป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัม ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งหนูแรทที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 1 รวมทั้ง จำพวกที่ 2 พบว่าไม่เป็นผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ว่าช่วยทำให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของเดกซ์โทรส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30  และก็การเรียนช่วงยาวสม่ำเสมอโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กก.วันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 ในระหว่างที่หนูเบาหวานกรุ๊ปควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เท่ากัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และก็เพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกลุ่มเบาหวานควบคุม นอกเหนือจากนั้นยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน แล้วก็เพิ่มกลัยวัวเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปเบาหวานควบคุม จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการหยุดยั้งการสรุปยและก็การดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต แล้วก็การเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบน่าจะมีคุณประโยชน์ในการนำมารักษาผู้เจ็บป่วยเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ที่ทำการข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

6

สมุนไพรรากสามสิบ
สมุนไพร รากสามสิบแคปซูล รากสามสิบ แบบล้วน  สรรพคุณและผลดี ข้อที่ไม่อนุญาต ผลกระทบจากรากสามสิบ สำหรับหญิงที่มีปัญหาเรื่องกระชับช่องคลอด
อยู่ยังไงให้ชีวิต Sex ดีขึ้น กระชับช่องคลอด เพิ่มน้ำหล่อลื่น ทำให้กระชับ (รีแพร์) แบบสาวๆ ทำให้ช่องคลอดไม่แห้ง มีความชุ่มชื้น และก็ มีความสุขทางเพศ รักษาภาวะระดูไม่ปรกติ ปวดระดู มีลูกยาก ตกขาว หมดอารมณ์ทางเพศ  กามตายด้าน บำรุงนม บำรุงท้อง คุ้มครองป้องกันแท้ง ราคาแพงส่ง และก็ ราคาถูก ยี่ห้อ รีวิวเยอะ กว่า 8 ปี
สมุนไพรเน้น กระชับ ช่องคลอด ตกขาว เมนส์ อารมณ์เพศผันแปร ไร้สมรรถภาพทางเพศเพศหญิง รากสามสิบ ราชินีสมุนไพรชีวิตของการการมีคู่ครอง  ดูแลปัญหาระบบข้างในช่องคลอดไม่กระชับแล้วก็มีปัญหาชีวิตของการการเป็นสามีภรรยาบนเตียงมีเหม็นอับ ไม่พึ่งมุ่งหวังตกขาวมดลูกต่ำ สตรีวัยทอง ดูแลปัญหาเมนส์มาแตกต่างจากปกติ
สมุนไพร รากสามสิบ แคปซูล กระชับช่องคลอด
ปัญหาลับๆตัวอย่างเช่น ช่องคลอดหย่อนยานไม่กระชับ เจ็บท้องเวลามีประจำเดือน ประจำเดือนไม่ตามกำหนด เป็นปัญหาต่างๆที่ก่อกวนจิตใจของผู้หญิงกว่า 98% รวมทั้ง ทรวงอกเล็กแบบ หย่อน ท้องป่อง หรือปัญหากลุ่มนี้เกิดจากการขาดสมดุลในฮอร์โมน เสนอแนะ กวาวเครือขาว และ รากสามสิบ ซื้อ กวาวเครือขาว และ รากสามสิบ
รากสามสิบ กระชับช่องคลอด
คุณประโยชน์ ประโยชน์ และ สิ่งที่ห้าม ผลกระทบ
สมุนไพรไทย รากสามสิบแบบแคปซูล กระชับสำหรับสตรี  ไม่ว่าจะเป็นอันมากเสือโคร่ง โด่งไม่รู้เรื่องล้ม สาวน้อยตกเตียง จนถึงมาถึงรากสามสิบหรือต้นสาวร้อยผัวนี้แหละ ต่างคนต่างสับสน ว่ามันเป็นอย่างไร สรรพคุณ ทำให้กลับมาเป็น ใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี สาว(female rejuvention) กระชับช่องคลอด รักษาภาวะเมนส์มาไม่ปกติ ปวดระดู ภาวะมีลูกยาก ตกขาว อารมณ์ทางเพศเสื่อมโทรม  ภาวการณ์หมดเมนส์ บำรุงน้ำนม บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้ง นอกเหนือจากนั้นยังคงใช้เป็นยาบำรุงกำหนัดในผู้ชายได้ด้วยนะครับ  นอกเหนือจากนั้นยังมีการประยุกต์ใช้เป็นยาแก้ไอ ยาแก้โรคกระเพาะ แก้ไข้ แก้อักเสบ ได้เช่นกัน เป็นสมุนไพรที่มีการออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน 
ต้น รากสามสิบ แคปซูล แพทย์ยาในอดีตสมัยจะเรียกกันว่า"สาวร้อยผัว" โดยมากใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ทำให้มีแรง แคล่วคล่องว่องไว ไม่แก่ เสมือนๆสาวสองพันปี
ในตำราอายุรเวทใช้สมุนไพรประเภทนี้เป็นสมุนไพรหลักสำหรับเป็นยาบำรุงในผู้หญิง สำหรับเพื่อการทำให้เพศหญิงกลับมาเป็นสาว (female rejuvenation) ยิ่งไปกว่านี้ ยังช่วยไขปัญหาอื่นๆของผู้หญิง ตัวอย่างเช่น ภาวะเมนส์ไม่ดีเหมือนปกติ ปวดรอบเดือน ภาวการณ์มีลูกยาก ตกขาว สภาวะไม่มีอารมณ์ทางเพศ ภาวะหมดรอบเดือน (menopause) บำรุงน้ำนม บำรุงท้อง คุ้มครองป้องกันการแท้ง (habitual abortion)

สมุนไพรรักษาโรค รากสามสิบ กระชับข้างในสตรี ชุดกระชับแบบสาวน้อย
" รากสามสิบ " เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการทำการวิจัยกันเยอะพอสมควร ในด้านการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยในห้องทดลองเจอฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหมายถึงต้านทานเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา คลายกล้ามของมดลูก บำรุงหัวใจ แก้การอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งโรคเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็ง กระตุ้นภูมิต้านทาน ต้านทานอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง ขับน้ำนม ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารยั้งพิษต่อตับ
ในตำราเรียนอายุรเวทใช้ รากสามสิบ เป็นสมุนไพรหลักสำหรับ บำรุงในสตรี  สำหรับในการ ทำให้หญิงกลับมาเป็นสาว ยิ่งกว่านั้นยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆของผู้หญิงเป็นต้นว่า สภาวะประจำเดือนไม่ดีเหมือนปกติ ปวดระดู สภาวะมีลูกยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดระดู สมุนไพรรักษาโรค รากสามสิบ แคปซูล กระชับช่องคลอด อาการตกขาว ปเขียน.เพิ่มอารมณ์เพศ
#รากสามสิบ ถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากสำหรับสตรีช่วยสำหรับในการสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิงจาก #รากสามสิบแคปซูล
เป็นสมุนไพรที่มีคุณลักษณะหลัก ในทางเภสัชมีการเสนอแนะว่าพืชที่ให้ เอสโตรเจน เป็นผลดีกว่าการใช้ตัวยาปรับสมดุลฮอร์โมน เนื่องจากไม่มีผลใกล้กันในทางลบ "ราชินีแห่งสมุนไพร"
เหตุผลที่ ผู้หญิงนิยมใช้ รากสามสิบ กล้วยๆเป็น ทานแล้วได้ผล
1 ช่วยกระชับช่องคลอด  ทำให้แฟนไม่เบื่อ แทบจะไม่เคยทราบเลยว่าเราเคยมาก่อนรึเปล่า  ราวกับเป็นครั้งแรกของเรา
2 ช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดสะอาด ไม่เป็นกังวลเรื่อง กลิ่นอับ อีกต่อไป
3 เป็นสมุนไพรที่ได้มาจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมี ไม่ตกค้าง ไม่มีผลเสียในระยะยาว
4 ราคาไม่แพง เพราะเหตุว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย ภูมิปัญญาไทยๆไม่เสียค่านำเข้าใดๆ
 ขนาดกิน
4 ขวด เริ่มกระชับ เป็นสุข
6 กระชับแบบสาวรุ่น สุขสบายแน่ๆ
12 ผลช้านาน และก็ ได้ผลเกือบถาวร (รายบุคคล)
รากสามสิบ แคปซูล
ชุดนี้แถม ผสม ฮี่ยุ่มหรือต้นหญ้ารีแพร์ 1 ต่อ 1 กับ รากสามสิบ
รากสามสิบ "  เป็น สมุนไพรที่คนไทยรวมทั้งชาวเอเชียใช้กันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว  คนโดยมากรู้จักในชื่อ เรียกนานับประการในแต่ละภาค ชื่อในภาคกึ่งกลางหรือคนทั่วไปเรียกขานว่า "รากสามสิบ" หรือ "สามร้อยราก"นั่นเอง แพทย์ยาโบราณส่วนมากจะรู้ดีว่าสาวร้อยผัวเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ก็เลยให้ชื่อว่า "สาวร้อยสามี" ชื่อนี้หมายคือไม่ว่า สาวใดจะอายุมากแค่ไหนก็ยังสามารถมีลูกมีผัวได้(ไม่ได้เป็นสาวใจแตก)  ความหมายคล้ายๆสาวสองพันปีที่ยังสาวเสมอนั่นเอง และก็เป็นที่น่าตกอกตกใจว่าในอินเดียก็เรียกสมุนไพรประเภทนี้คล้ายกับประเทศไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตวารี (Shtavari) หมายความว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางหนังสือเรียนพูดว่าคือหญิงที่มีร้อยสามี "Satavari" http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรรากสามสิบ

7

[url=http://www.disthai.com/16488365/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C]ราชพฤกษ์[/url][/size][/b]
ที่ไปที่มาของต้นราชพฤกษ์
   จากสมัยก่อนที่ผ่านมากว่า 50 ปี ทางราชการมีความพยายามหลายหนสำหรับเพื่อการกำหนดให้มีเครื่องหมายประจำชาติไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นการกำหนด ต้นไม้ รวมทั้ง ดอกไม้ ประจำชาติ เริ่มที่กรมป่าไม้ได้ชักชวนให้ประชาชนสนใจต้นราชพฤกษ์หรือคูณมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2494 โดยรัฐบาลลงความเห็นให้ถือวันที่ 24 เดือนมิถุนายน เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ (arbour day) มีการชักชวนให้ปลูกต้นไม้ที่มีคุณประโยชน์จำพวกต่างๆมากมาย ในเวลาเดียวกันก็ได้มีการเสนอว่า ต้นราชพฤกษ์ คงจะถือเป็นต้นไม้ประจำชาติ
ราชพฤกษ์
   จนถึงในปี พุทธศักราช2506 มีการสัมมนาเพื่อกำหนดเครื่องหมายต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรก โดยกรมป่าไม้ได้เสนอให้ ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูณ พืชที่มีความมงคลที่มีคุณประโยชน์รวมทั้งรู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นต้นไม้ประจำชาติ สำหรับสัตว์ประจำชาติก็คือ ช้างเผือก สัตว์ที่มีคุณค่าเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมไทยรวมทั้งประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน การเสนอคราวนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุผลดังกล่าวตลอดเวลาก่อนหน้าที่ผ่านมาสัญลักษณ์ที่บอกถึงความเป็นอิสระยก็เลยมีหลากหลาย ตั้งแต่สถานที่สำคัญๆ สัตว์ ดอกไม้ ที่คนไทยเคยชินและพบเห็นหลายครั้ง อย่างเช่น พระปรางค์วัดอรุณฯ เรือสุพรรณหงส์ ดอกบัว ดอกมะลิ ดอกพุทธรักษา แมวไทย เช่นเดียวกับ ต้นราชพฤกษ์ และก็ ช้างเผือก ยังคงถูกยกย่องให้เป็นเครื่องหมายประจำชาติตลอดมา
            ปี พุทธศักราช2530 มีการเกื้อหนุนให้ปลูกต้นราชพฤกษ์อีกรอบ เพื่อเป็นการสรรเสริญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระอายุครบ 5 รอบ โดยมีการผลักดันให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั่วประเทศจำนวน 99,999 ต้น ขณะนี้ก็เลยมีต้นราชพฤกษ์อยู่มากมายทั่วราชอาณาจักรไทย
            ผลสรุปเรื่องสัญลักษณ์ประจำชาติดูเหมือนจะยังกำกวม จนกระทั่งตอนปี พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำเรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้วกลับมาเสนออีกรอบ แล้วก็มีผลสรุปเสนอให้มีการกำหนดเครื่องหมายประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ สัตว์และก็สถาปัตยกรรม แล้วก็การพิเคราะห์ก่อนหน้านี้เสนอให้กำหนดดอกไม้ประจำชาติเป็น ดอกราชพฤกษ์ สัตว์ประจำชาติเป็นช้างไทย แล้วก็สถาปัตยกรรมประจำชาติเป็น ศาลาไทย
            เหตุที่เลือก ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะว่ามีความเหมาะสมในหลายๆด้านหมายถึงเป็นดอกไม้จากต้นไม้ที่ถูกเสนอให้เป็นต้นไม้ประจำชาติเมื่อครั้งที่กรมป่าไม้เสนอไว้ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทน ปลูกขึ้นเจริญทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้ท้องถิ่นที่รู้จักแพร่หลาย มีชื่อเรียกหลายชื่อไม่เหมือนกันในแต่ละภาค อย่างเช่น คูน คูน อ้อดิบ ราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆดังเช่น ลงหลักเมือง ลงเสาฤกษ์ ทำคฑาจอมพลและยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ในช่วงฤดูร้อนราชพฤกษ์จะออกดอกสะพรั่งทั้งยังต้น ช่อดอกมีทรงงดงาม สีเหลืองอร่ามเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วก็เป็นสีเดียวกับวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยิ่งไปกว่านี้ความงามของช่อดอก และความหมายที่ดียังถูกจำลองแบบตกแต่งไว้บนอินทรธนูของข้าราชการอีกด้วย
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
ส่งดอกไม้ประจำชาติไทยหมายถึงดอกราชพฤกษ์ (Golden shower) หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ ดอกราชพฤกษ์เป็นCassia fistula
           ดอกไม้สีเหลืองอร่ามที่พบบ่อยมองเห็นได้ทั่วๆไปตามริมถนนสายต่างๆเป็นสีสันของ ดอกราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน ต้นไม้มงคลที่ได้รับการสรรเสริญให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติไทย ทั้งมั่นใจว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วจะเสริมให้คนภายในบ้านมีเกียรติตำแหน่งชื่อ เสียงมากขึ้นด้วย ยิ่งใกล้ไปสู่เวลาแห่งการเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้านอาเซียนกันแล้ว ในวันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำข้อมูลเกี่ยวกับดอกไม้ประจำชาติไทยอย่าง ดอกราชพฤกษ์ มาให้ทำความรู้จักกันแรง
ประวัติความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน ฯลฯไม้ท้องถิ่นของทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย พม่า รวมทั้งศรีลังกา โดยนิยมนำมาปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในที่โล่ง รวมทั้งมีชื่อเสียงในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แม้กระนั้นก็ยังมิได้ข้อสรุปกระจ่างแจ้ง จวบจนกระทั่งมีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544

ดอกไม้ประจำชาติไทย
           ด้วยเหตุว่า ต้นราชพฤกษ์ ออกดอกสีเหลืองยกช่อ มองสง่างาม ทั้งยังยังมีสีตรงกับ สีประจำวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของพระเจ้าแผ่นดิน" และมีการเซ็นชื่อให้ต้นราชพฤกษ์ ยอดเยี่ยมใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เนื่องมาจากฯลฯไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างมากมาย แล้วก็มีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย
  • มีประวัติเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมหลักๆในไทยแล้วก็ฯลฯพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นยารักษาโรค ทั้งยังคงใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ ฯลฯ
  • มีสีเหลืองสวยงาม พุ่มสวยเต็มต้น เปรียบเทียบเป็นสัญลักษณ์ที่พุทธศาสนา
  • แก่ยืนนาน รวมทั้งแข็งแรง
ลักษณะทั่วไป
           เป็นต้นไม้ขนาดกึ่งกลาง สูงโดยประมาณ 10-20 เมตร ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองแพรวพราว แต่ละช่อยาวโดยประมาณ 20-40 เซนติเมตร โดยกลีบดอกจะเป็นสีเหลือง 5 กลีบ มีผลยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร มีกลิ่นแรง แล้วก็มีเมล็ดที่เป็นพิษ
การปลูกดอกราชพฤกษ์
           นิยมปลูกด้วยเม็ด โดยจะมีการเจริญเติบโตช้าในช่วง 1-3 ปีแรก แม้กระนั้นจากนั้นจะมีการเติบโตเร็วขึ้น แล้วก็ออกดอกตอนอายุประมาณ 4-5 ปี
การดูแลรักษา
           แสงสว่าง : อยากแสงอาทิตย์จัด หรือที่โล่งแจ้ง และก็เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในที่โล่งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ถูกใจน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับลักษณะอากาศร้อนเจริญ
           ดิน : สามารถเติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ดินร่วนผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยธรรมชาติ ในอัตรา 2-3 กิโลต่อต้น และควรให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
การขยายพันธุ์
           แนวทางขยายพันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด โดยใช้เม็ดใหม่ๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แม้กระนั้นจำต้องเลือกขลิบรอบๆด้านป้าน เนื่องจากว่าด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ แล้วหลังจากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งเอาไว้ข้ามวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือจำนวนพอหล่อเลี้ยงเม็ดได้ ต่อจากนั้นทิ้งเอาไว้อีกคืนก็จะเจอรากงอก และสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความเชื่อถือเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าเป็นต้นพืชที่มีความมงคล ที่ควรปลูกเอาไว้ภายในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และถ้าปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยทำให้มีเกียรติขั้น ศักดิ์ศรี รวมทั้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์ โดยใช้ใบทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ เนื่องจากว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลนาม http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรราชพฤษ์

8

เห็ดหลินจือ
เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากที่ลงภาคสนาม
ยายคนหนึ่ง อายุราวๆ 67 ปี ทำอาชีพขายเห็ดในตลาด ลักษณะของการป่วยเป็นโรค ดังนี้
1.เห็ดหลินจือ สามารถรักษาเบาหวาน เป็นทุนเดิม เป็นโรคนี้มาโดยประมาณ 1x ปี
2.โรคความดันเลือด เป็นมาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน จำต้องกินยาแผนปัจจุบันตลอด มีลักษณะงุนงง
3.โรคไขมัน มาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน จำเป็นต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตลอด
4.โรคไตเสื่อม ภายหลังเป็นโรคโรคเบาหวานมาราวๆ 10 ปี แพทย์ตรวจเจอว่า ไตเสื่อม ระยะ 2 มีลักษณะอาการขาบวม เหนื่อยเดิน
5.โรคกระเพาะปัสสาวะ อักเสบ มาตอนเป็น ไตเสื่อม ทำให้เกิดอาการปัสสาวะขับ ฉี่ไม่สุด เจ็บแปล็บๆ
6.โรคเก๊า มาตรวจเจอคราวหน้า ว่าค่ายูริก เริ่มมากขึ้น
======================
ความประพฤติของผู้ป่วยแล้วก็ประวัติความเป็นมาก่อนกินเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
1.ช่วงเจ็บไข้ตอนเริ่ม จะมีลักษณะน้ำตาลในเลือดสูง เกือบจะ 200 มิลลิกรัม แม้กระนั้นพอเพียงผ่านมาเกือบจะ 10 ปี คิดว่าดูแลตนเองได้ดี ผลที่ได้กลับเป็นแบบงี้ เดี๋ยวน้ำตาลสูง เดี๋ยวน้ำตาลต่ำ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการงงงันได้ตลอดวัน งานการไม่ต้องทำแล้ว นอนดีกว่า
2.พอมีน้ำตาลในเลือดสูง ความดันจะตามมาเลย กระตุ้นให้เกิดอาการโลกหมุน ลายตา ต้องนอนอีกดังเดิม
3.พอเพียงช่วงหลังเริ่มรับประทานของมันลดลง สามารถที่จะคุมไขมันได้ แม้กระนั้นพอนานวันเข้า ไขมันคุมได้ แต่ว่าเจอตรีกีซาลายสูงซะงั้น
4.ภายหลังเจ็บมา 1x ปี ร่างกายก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน ทำให้มีการเกิดช่วงอาการน็อคน้ำตาล ไป 2 ที ในรอบ 1 ปีที่ล่วงเลยไป จะต้องเข้า โรงพยาบาล เพื่อให้กลูโคส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
5.เพียงพอผ่านมาอีก 6 เดือน แพทย์ตรวจพบเป็นไตเสื่อมขั้นที่ 2 แถมมีโรคกระเพาะเยี่ยวอักเสบ ด้วยเหตุว่ามีไข่ขาวรั่วมาทางฉี่มาก ทำให้เรี่ยวแรงในการเดินไม่มี (เกือบจะเดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก) แถมเจอโรคเก๊าต์ ถามหาอีก
6.ช่วงหลังจากที่รู้ว่าเป็นหลายโรค ชีวิต มันช่างมืดมนอย่างยิ่ง ทำให้ไม่อยากกินอาหาร รับประทานไม่ได้ นอนไม่หลับ ถึงหลับก็ไม่สนิท ขาบวม ใจสั่น โมโหง่าย
7.พอถึงเวลานี้ ยายคนนี้ พฤติกรรมเปลี่ยนไป จากที่เคยจำเป็นต้องออกไปเปิดร้านขายเห็ดในตลาดทุกวี่วัน ไม่เคยหยุด กลับทำให้เขาไม่ต้องการขายของ ขอหยุดนอนอยู่ในบ้าน กระทำตัวเสมือนไม่มีคุณค่า จำเป็นต้องให้ลูกๆมารอมอง ทำให้เป็นภาระของลูก
======================
ปัญหา สำหรับลูกที่ดูแล และจุดเปลี่ยนแปลงแนวคิด
1.ลูกคนนั้น มีความคิด ทำอย่างไงก้อได้ ให้แม่หายจากโรคทั้งสิ้นนี้
2.ทำอย่างยังไงก็ได้ให้คุณแม่กลับมาดำเนินการได้เหมือนเดิม
3.ทำอย่างยังไงก็ได้ให้คุณแม่ทานข้าวได้ราวกับอดีตเป็นโรคเบาหวาน
4.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่นอนหลับเจริญ
=======================
สุดท้ายลูกคนนั้นได้มาคุยกับผม ผมเลยชี้แนะเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้ม และลูกคนนั้นได้เอาไปให้ท่านแม่ทาน
เริ่มที่ม่าม้าไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น จะช่วยทำให้ชีวิตเขาดียิ่งขึ้นได้ เนื่องจากว่าคุณแม่ทานสมุนไพร อาหารเสริมมามากแล้ว
=======================

เริ่มต้นกับการทานเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น (คำตอบบางทีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล)
1.ผมเสนอแนะให้ทาน 1 วัน 2 เวลาเป็นเช้า-เย็น ในกรณีของแม่คนนี้ มีโรคประจำตัวมาก จะให้ทานแบบงี้ หลังจากกินอาหารแล้ว ให้ทานยาแผนปัจจุบัน แล้วก็รอคอย 30 นาที ค่อยทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
2.พอหลังจากทานได้ทีแรกๆ อาการมึนๆมึนงงๆเริ่มดียิ่งขึ้น นอนก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ธรรมดาจะดูจนถึงเที่ยงคืนแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยหลับ แล้วตื่น 6-7 โมงรุ่งเช้า มาจัดร้านขายของ เปลี่ยนเป็น นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้าตรู่
3.หลังจากนอนเจริญ  ทำให้อาการขาบวมดีขึ้น เยี่ยวดียิ่งขึ้นมากมาย ไม่ขัดแล้วก็ฉี่ได้สุด ค่าน้ำตาลดียิ่งขึ้น ไม่สวิงต่ำ-สูง และผลไตดียิ่งขึ้นด้วย
4.คนไข้เริ่มรับประทานข้าวได้ปกติ (คุณแม่ไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือช่วยได้จริงไหม เลยทดสอบด้วย รับประทานทุเรียน2เม็ด แล้วพรุ่งนี้ไปตรวจเลือด ผลเลือดที่ออกมาม่าม้าตกอกตกใจ ว่าเพราะเหตุใดน้ำตาลธรรมดา ^_^)
5.พอร่างกายได้ นอนหลับได้เต็มที่ หน้าใส(มีคนทักว่าไปทำอะไรมา) แข็งแรงสามารถชูของหนักๆได้ ซึ่งถ้าหากเป็นเมื่อก่อน แค่เดินยังต้องหาที่นั่งพักเลย
สรรพคุณเห็ดหลินจือที่มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยรับรอง....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณสดใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำ และก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนคุณประโยชน์ในทางการดูแลและรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายเช่นกัน ดังเช่น แก้ตับแข็ง รักษามะเร็ง รักษาโรคความดัน รวมทั้งภูมิแพ้ฯลฯ
แม้กระนั้นทีเด็ดเป็น......
มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับการทดสอบศึกษาทางคลีนิครวมทั้งรับรองว่าเห็ดหลินจือมีสรรพคุณดังต่อไปนี้จริง ไม่ใช่แค่ความศรัทธาอีกต่อไป อันตัวอย่างเช่น
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต้านทานเนื้องอกแล้วก็โรคมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยทำให้การนอนหลับ
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-ต่อต้านการอักเสบ

9

ขิง
ขิง ชื่อสามัญ Ginger (จิน’เจอ)
ขิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe จัดอยู่ในตระกูลขิง (ZINGIBERACEAE)
ขิง จัดเป็นสมุนไพรประเภทหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายในหลายๆด้าน เนื่องจากว่าอุดมไปด้วยวิตามินแล้วก็แร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของพวกเรา เป็นต้นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และก็เส้นใยเยอะมากอีกด้วย ซึ่งคุณประโยชน์ของขิงนั้น พวกเราสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราก เหง้า ต้น ใบ ดอก แก่น และก็ผลก็ได้ทั้งหมด
ประโยชน์ของขิง
-ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดเยี่ยม
มีสารต้านทานอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย
มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการปกป้อง ต้านทานการเกิดโรคมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง
ช่วยลดผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง โดยเหตุนี้ควรจะรับประทานขิงพร้อมกันไปกับการรักษาโรคมะเร็งจะมีผลดี
[url=http://www.disthai.com/16488302/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87]ขิง[/url] มีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น รวมทั้งช่วยสำหรับเพื่อการขับเหงื่อ
ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นใหม่ๆนำมาทุบให้แหลกราวๆ 1 กำมือ แล้วต้มกับน้ำ
ช่วยลดน้ำหนัก ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดศีรษะรวมทั้งไมเกรน ด้วยการรับประทานน้ำขิงเสมอๆ
ช่วยลดความต้องการของผู้ติดสิ่งเสพติดลงได้
แก้ตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วเอามากิน
ช่วยรักษาโรคความดันเลือด ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำ
ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
ช่วยทุเลาลักษณะโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นหมอง (ดอก)
ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับมารดาหลังคลอดลูก ด้วยการกินไก่ผัดขิง
มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, เหง้า) ด้วยการใช้เหง้าสดราวๆ 1 องคุลีนำมาต้มกับน้ำกิน ก็จะได้เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใช้รับประทานเพื่อบำรุงเป็นยาธาตุ บำรุงธาตุไฟ (เหง้า, ดอก)
ใช้บำรุงน้ำนมของคุณแม่ (ผล)
ช่วยทำให้นอนได้อย่างสบาย
การรับประทานขิงจะช่วยให้เลือดแข็งเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง
ใช้แก้ไข้ (ผล) ด้วยการนำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย แล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา เอามาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วเอามาดื่มวันละ 3 ครั้ง จะช่วยทุเลาอาการได้
ช่วยแก้หวัด บรรเทาอาการไอ บรรเทาหวัดจับเสมหะ ด้วยการใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือเล็กน้อย
ไอน้ำหอมระเหยจากน้ำขิงช่วยทำลายเชื้อไวรัสหวัดในทางเดินหายใจได้
แก้ลม (ราก)
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะติดข้างหลังผ่าตัด น้ำขิงช่วยแก้เมาได้
ช่วยแก้อาการเมารถ เมาเรือได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการใช้ขิงสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำ (ไม่ต้องดื่มน้ำตาม)
ช่วยจัดการกับปัญหาผมตก หัวล้าน ด้วยการนำเหง้าสดไปผิงไฟจนกระทั่งอุ่น แล้วเอามาตำให้แหลก นำมาพอกบริเวณที่มีผมตก วันละ 2 ครั้งกระทั่งอาการ หรืออีกแนวทางก็คือคั้นเอาเฉพาะน้ำขิงมาผสมกับน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกแล้วนำมาหมักผม นวดให้ทั่วหัวราวๆ 30 นาทีก็ช่วยลดปัญหาผมร่วงได้เช่นกัน แถมยังช่วยทำให้ผมงาม แข็งแรง มีความอ่อนนุ่มลื่น ไม่ขาดง่ายอีกด้วย
-ช่วยทำนุบำรุงสายตา รักษาโรคเกี่ยวกับตา และก็ใช้แก้อาการตามัว (ผล, ใบ)
ช่วยรักษาอาการตาแฉะ (ดอก)
ช่วยแก้โรคกำเดา (ใบ)
ใช้แก้อาการคอแห้ง เจ็บคอ (ผล)
ใช้รักษาอาการปากคอเปื่อย ท้องผูก (เหง้า,ดอก)
ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ด้วยการนำขิงแก่มาทุบอย่างรอบคอบคั่วกับน้ำสารส้มกระทั่งเกรียม แล้วบดจนถึงเป็นผง แล้วหลังจากนั้นเอามาพอกรอบๆฟันที่ปวดแก้เสมหะ เสมหะขาวเหลวจำนวนมากมีฟอง (ผล, ราก)ช่วยรักษาสภาวะน้ำลายมากมาย อาเจียนเป็นน้ำใสช่วยลดกลิ่นปาก แก้อาการปากเหม็น ด้วยการนำขิงมาคั้นผสมน้ำอุ่นแล้วก็เกลือนิดหน่อย นำมาอมบ้วนปาก ช่วยฆ่าเชื้อโรคในปากได้อีกด้วยช่วยบำรุงรักษาฟันและคุ้มครองการเกิดฟันผุ
ช่วยดับกลิ่นรักแร้ ด้วยการใช้เหง้าขิงแก่นำมาตีให้แหลก แล้วเอามาคั้นเอาน้ำมาทาจั๊กกะแร้เป็นประจำ จะสามารถช่วยขจัดรอยคราบกลิ่นได้
ช่วยแก้อาการสะอึก ด้วยการใช้ขิงสดตำจนถึงแหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำผสมกับน้ำผึ้งนิดหน่อย คนจะกว่าจะเข้ากันแล้วนำมาดื่ม
ช่วยรักษาโรคบิด (ผล, ราก, ดอก) ด้วยการใช้ขิงสดโดยประมาณ 75 กรัม ผสมกับน้ำตาลแดง เอามาตำจนถึงเข้ากัน แล้วกิน 3 มื้อต่อวัน
ช่วยแก้อาการอ้วก (เหง้า, ผล) ด้วยการนำขิงสดโดยประมาณ 5 กรัมหรือขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ เอามาตีให้แตกแล้วต้มกับน้ำกิน
ช่วยลดการอาเจียนอ้วกจากการแพ้ท้อง (สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่สมควรรับประทานบ่อยมากกระทั่งเกินไป)
แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในไส้ (ผล, ราก, ใบ) ด้วยการนำขิงแก่มาทุบเพียงพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว แล้วปิดฝาตั้งทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนำน้ำมาดื่มระหว่างมื้อของกิน
ช่วยรักษาอาการปวดในช่วงหลังหรือก่อนประจำเดือน ด้วยการนำขิงแก่ที่แห้งแล้วราว 30 กรัมมาต้มกับน้ำกินเป็นประจำ
ช่วยสำหรับการย่อยของกินได้อย่างมีคุณภาพ (ดอก)
ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียด (เหง้า)
ช่วยสำหรับในการขับถ่าย แล้วก็ช่วยในเรื่องของระบบไส้ให้ดำเนินการได้อย่างปกติ
ช่วยฆ่าพยาธิ พยาธิกลมจุกลำไส้ (ใบ) ใช้น้ำขิงผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาดื่ม
ช่วยแก้อาการขัดฉี่ (ดอก, ใบ)
ช่วยรักษาฉี่รดที่พักผ่อนในผู้เจ็บป่วยที่มีสภาวะหยางพร่อง มีความเย็นภายในร่างกายเป็นเหตุ
ช่วยรักษาโรคนิ่ว (ใบ, ดอก)
ช่วยแก้อาการบวมช้ำ (ใบ)
ขิง ช่วยรักษาลักษณะของการปวดข้อตามร่างกายด้วยการรับประทานขิงสดบ่อยๆ
มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
ใช้เป็นยาแก้คัน ด้วยการนำแก่นของขิงฝนทำเป็นยา (แก่น)
แก้ไขปัญหาหนังที่มือลอกเป็นสะเก็ด ด้วยการใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น แล้วเอามาแช่สุรา 1 ถ้วยชา ทิ้งเอาไว้ 24 ชั่วโมง แล้วนำแผ่นขิงมาถูรอบๆดังที่กล่าวถึงมาแล้ววันละ 2 ครั้ง
ช่วยรักษาแผลเริมบริเวณหลัง ด้วยการใช้เหง้า 1 หัว นำมาเผาผิวนอกกระทั่งเป็นถ่าน รอเฉือนถ่านที่เปลือกนอกออกไปเรื่อยแล้วนำผงที่ได้มาผสมกับน้ำดีหมูนำมาทาบริเวณที่เป็นแผลซึ่งถ้าหากว่าถูกแมงมุมกัด ใช้ขิงสดฝานบางๆเอามาวางทับบริเวณที่ถูกกัดจะช่วยบรรเทาอาการได้ช่วยรักษาอาการมือเท้าเย็น กลัวหนาว เย็นท้อง เป็นต้น ช่วยคุ้มครองป้องกันการแพ้อาหารทะเลจนถึงเกิดผื่นคัน ลมพิษ หรือของกินช็อกคุณประโยชน์ของขิง
ช่วยรักษาแผลไฟเผาน้ำร้อนลวก ด้วยการนำขิงสดมาตำให้แหลก แล้วนำกากมาพอกบริเวณแผล เพื่อคุ้มครองป้องกันการอักเสบรวมทั้งการเกิดหนองในขิงมีสารที่สามารถใช้กันบูดกันหืนในน้ำมันได้
ในด้านการประกอบอาหารนั้น ขิงสามารถช่วยเพิ่มรสอาหารได้อย่างดีเยี่ยม และก็สามารถช่วยกำจัดกลิ่นคาวของอาหารได้ดิบได้ดีอีกด้วย
ในด้านความสวยงามนั้นมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของขิงอีกด้วย
ช่วยทำให้ผิวพรรณเรียบเนียนเพิ่มขึ้น ด้วยการนำขิงสดมาขูดเป็นฝอยแล้วเอามานวดรอบๆต้นขา ตูด หรือบริเวณที่มีเซลลูไลต์จะช่วยลดความตะปุ่มตะป่ำของผิวได้อีกด้วย
ผลิตภัณฑ์จากขิงนั้นเอามาแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น บัวลอยน้ำขิง ขิงแช่อิ่ม ขิงเชื่อม ขิงกระป๋อง ขิงแคปซูล น้ำขิงมะนาว ฯลฯ

แนวทางการทำน้ำขิง
กระบวนการทำน้ำขิงแนวทางการทำน้ำขิงขั้นแรกให้ตระเตรียมส่วนประกอบดังนี้ ขิงแก่ 1 กิโลกรัม / น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง / น้ำที่สะอาด 3 ลิตร
นำขิงที่ได้ไปล้างให้สะอาด นำมาทุบให้แตก แล้วเอามาใส่ด้านในหม้อต้ม เพิ่มน้ำที่สะอาดลงไป ยกขึ้นตั้งไฟ
เมื่อต้มจนน้ำเดือดแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยค่อยไฟลง เคี่ยวราวๆ 20 นาทีจนถึงน้ำขิงละลายออกมาจนถึงหมด (น้ำจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ) แล้วยกลงจากเตา
เสร็จแล้วให้ตักน้ำขิงใส่แก้ว เพิ่มเติมน้ำตาลทรายแดงลงไป 1-2 ช้อนชา (ตามความต้องการ) แล้วคนจะกว่าจะเข้ากัน
เป็นระเบียบรวมทั้งสามารถนำมากินได้ โดยเอามาดื่มแบบร้อนๆได้เลย
หรือจะดื่มแบบเย็นๆด้วยการใส่น้ำแข็งลงไปก็ได้เหมือนกัน แต่ควรจะเติมน้ำตาลมากยิ่งกว่า 2-3 เท่า (จะช่วยไม่ให้รสจืดมากเกินความจำเป็น เนื่องจากมีน้ำแข็งผสมอยู่นั่นเอง)
น้ำขิงที่คั้นมานั้นไม่สมควรใช้ปริมาณที่เข้มข้นกระทั่งเกินไป ด้วยเหตุว่าจะเป็นโทษต่อสภาพร่างกายได้ เนื่องจากจะไประงับการบีบตัวของลำไส้ จนทำให้ไส้หยุดการบีบตัว ด้วยเหตุผลดังกล่าวควรจะคั้นในจำนวนน้อยๆหรือดื่มจนเกิดความเคยชินก่อน
เราชอบรู้จักคุ้นเคยกับขิงว่าเป็นอาหารที่นิยมนำมาใช้สำหรับเพื่อการประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม ซึ่งอันที่จริงแล้วขิงจัดเป็นสมุนไพรไทยที่ช่วยการบำบัดโรคต่างๆได้สารพัน ถือได้ว่าตัวช่วยในการรักษาโรคได้เลยทีเดียว แต่ดังนี้พวกเราก็ไม่ควรจะหวังพึ่งสรรพคุณของขิงเพียงอย่างเดียวในการรักษาโรค น่าจะทำอันอื่นหรือดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราร่วมด้วยจะได้ประสิทธิภาพที่ดีนักแล
เรามักนิยมใช้ขิงแก่ เพราะยิ่งแก่จะยิ่งให้ความเผ็ดร้อน จึงมีคุณประโยชน์ทางยาที่มากกว่าขิงอ่อน และยังมีใยอาหารมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องมาจากขิงมีรสเผ็ด มีคุณสมบัติอุ่น จึงไม่เหมาะสมกับคนที่มีความร้อนในร่างกายอยู่แล้ว อาทิเช่นคนที่เหงื่อออกมาก เหงื่อออกช่วงเวลาค่ำคืน ตาแดง หรือมีไฟในตัวมากกว่าปกติ แต่ถ้าหากจะรับประทานควรระมัดระวังเป็นพิเศษ http://www.disthai.com/

10

น้ำมันเหลือง เป็นอย่างไร?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรคุณภาพเลิศ ทำมาจากพืชสมุนไพรประเภทต่างๆกัน สรรพคุณที่ใช้ดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆสรรพคุณนี้ไม่ด้อยกว่ายาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ
บริการนวดน้ำมันเหลืองรวมทั้งโดยมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิคุ้มกันรวมทั้งช่วยสำหรับการย่อยของกินดีขึ้น.
ศิลปะที่สวยสดงดงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความปรารถนาส่วนตัวของคุณรวมทั้งบรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางด้านจิตวิญญาณของคุณรวมทั้งสุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
คุณประโยช์จากการนวดน้ำมัน
นวดจริงหมายความว่าการกระตุ้นเนื้อเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็ฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งหมดทั้งปวง. น้ำมันนวดถูกดีไซน์มาเพื่อมือเลื่อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด รวมทั้งในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายมากที่สุดสำหรับทั้งกายและใจ. อ่านต่อไปเพื่อหารายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับคุณประโยช์จากการนวดน้ำมันเหลืองและผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดแจ่มใส.
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นแนวทางดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยผลดีที่ดีต่อร่างกาย โดนการนำสารสกัดกลิ่นและก็เนื้อน้ำมันพวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม แล้วก็สัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเคร่งเครียด ทำให้เราบรรเทา น้ำมันเหลือง รวมถึงช่วยในเรื่องของความชื้นแล้วก็ผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมันว่ามีคุณประโยชน์ในด้านใดบ้าง
          สินค้าตัวนี้ ผลิตขึ้นจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีข้อบังคับจำกัดอยู่สิ่งเดียวกันสำหรับเพื่อการใช้ ซึ่งในเรื่องที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูประโยชน์ของน้ำมันนวดกันจ้ะ

  • ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome ฯลฯ
  • คนทํางานที่จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อ อาทิเช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักท่องเที่ยว นักเดินทาง
  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เป็นต้นว่า ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท เป็นต้น


        น้ำมันเหลือง ซึ่งพวกเรามาดูผลข้างเคียงจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกันนะคะ ทำไมถึงจะต้องเลือก น้ำมันนวดเพราะเหตุว่า ยาคลายกล้ามเนื้อธรรมดาที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายปกติจริง เราจะมีความคิดว่ามันหายปกติ รวมทั้งบริหารร่างกายได้ธรรมดาไม่เจ็บ แต่ว่าจริงๆแล้วกล้ามยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดพวกเรายังใช้งานกล้ามเนื้อดังเดิมจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบเยอะขึ้น การที่กินยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆเข้า ก็บางทีอาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบในด้านที่เสียหายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อน้ำมันเหลือง ซึ่งคนส่วนมากและก็จะใช้กล้ามหรือทำงานปกติทุกๆอย่างเพราะพวกเราไม่รู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกเนื่องจากว่าการทานยาคลายกล้ามเนื้อยาเมื่อเราทาน
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับคนใดบ้าง?

  • ผู้บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • คนที่เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ผู้ที่ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นมือถือ
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ผู้ที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก จนถึงปวดขา


          สำหรับผู้ใดที่  มีติดบ้านกันไว้ก็ดีแล้วนะคะ เนื้อหานี้เป็นเพียงแต่รีวิวการใช้สินค้า ซึ่งเป็นความความเห็นส่วนตัวแค่นั้นนะคะไม่ได้ขายคออะไร เราใช้แล้วเห็นผลจริงจึงมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้เราได้หารายละเอียดอื่นๆจากเว็บต่างๆนะคะ น้ำมันเหลืองเพื่อมาประกอบสำหรับการรีวิว ซึ่งหากมีข้อบกพร่องประการใด สามารถวิจารณ์รวมทั้งชี้แนะกันเข้ามาได้ และก็สามารถติดตามบทความรีวิว ของเราได้เรื่อยเลย และก็พวกเราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาเสนอแนะอีกห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ เจอกันในบทความหน้า
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองนวดขึ้นกับการใช้งาน รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนมากน้ำมันฐานรากที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด ดังเช่น น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงยิ่งกว่าน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดมะเร็ง น้ำมันเหลือง ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต้องต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น

11

น้ำมันเหลือง
น้ำมันเหลือง ไพล หรือปูลอย ปูเลย มิ้นสะด้านล่าง ว่านไฟ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr. หรือ Zingiber cassumunar Roxb. วงศ์ Zingiberaceae เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในบัญชียาจากสมุนไพร ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 กรุ๊ปที่ 2 บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร กลุ่มยารักษาอาการทางกล้ามและก็กระดูก ยาสำหรับใช้ด้านนอก เป็นต้นว่า ตำรับยาครีมไพล ประกอบด้วยน้ำมันไพลที่จากการกลั่น ร้อยละ 14 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก (v/w) และ ยาน้ำมันไพล สารสกัดน้ำมันไพลที่ได้จากการทอด (hot oil extract) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในตำรับ ซึ่งเป็นสูตรเภสัชตำรับของโรงพยาบาล ข้อบ่งใช้ของทั้งคู่ตำรับเป็น บรรเทาอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก
น้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดแล้วก็ผู้กระทำลั่นไม่เหมือนกันอย่างไร? น้ำมันไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นของเหลวที่เป็น hydrophobic ระเหยได้ บางทีอาจจะได้จากการกลั่นโดยการต้มด้วยน้ำ (water distillation) ไอน้ำจะพาเอาน้ำมันหอมระเหย ไปควบแน่นเมื่อสัมผัสกับความเย็นของเครื่องควบแน่น (condenser) กรรมวิธีกลั่นแบบงี้เป็นวิธีที่ชาวยุโรปเริ่มแรกนิยมใช้กัน แต่ว่ามีข้อเสียตรงที่ไพลที่นำมากลั่นจะถูกความร้อนนาน อาจทำให้น้ำมันไพลที่ได้มีกลิ่นผิดไปได้ หรือจะได้จากการกลั่นโดยใช้การผ่านของละอองน้ำไปสู่ภาชนะที่มีไพลใส่อยู่ (steam distillation) ไอน้ำจะพาเอาน้ำมันเหลือง หอมระเหยไปควบแน่นที่เครื่องควบแน่น วิธีการแบบนี้มีข้อดีกว่าเป็น ไพลจะถูกความร้อนไม่มากมาย น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะไม่มีกลิ่นผิดเพี้ยนไป โน่นเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากทั้งยัง 2 วิธี จะมีสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างบ้าง โดยธรรมดาน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นจะประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีที่มีโมเลกุลเล็ก ตัวอย่างเช่น สารกรุ๊ป monoterpenes (สารที่มีคาร์บอนปริมาณ 10 ตัว) แล้วก็สารกรุ๊ป sesquiterpenes (สารที่ประกอบด้วยคาร์บอนจำนวน 15 ตัว) น้ำมันหอมระเหยไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นประกอบด้วย สารกลุ่ม monoterpenes เป็นต้นว่า sabinene, terpinen-4-ol, alpha-pinene, alpha-terpinene, gamma-terpinene, limonene, myrcene, p-cymene, terpinolene2, (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene (DMPBD), (E)-4-(3’,4’-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol (Compound D)3,4
ส่วนน้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช เป็นแนวทางของชาวไทยโบราณที่ใช้จัดเตรียมน้ำมันไพลเพื่อใช้ในครอบครัว เป็นน้ำมันถูนวด แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปัจจุบันนี้หลายโรงพยาบาลของเมืองได้มีการจัดแจงเป็นเภสัชตำรับของโรงพยาบาล และก็เป็นเลิศตำรับในบัญชียาจากสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 น้ำมันไพลสูตรนี้เตรียมได้จากการนำไพลสดมาทอดกับน้ำมันพืชชนิดอิ่มตัว (ประกอบด้วยกรดไขมันประเภทอิ่มตัว) ดังเช่นว่า น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะพร้าว น้ำมันเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม ไม่ควรใช้น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัว (ประกอบด้วยกรดไขมันจำพวกไม่อิ่มตัว) เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันคำฝอย น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันที่ทำจากรำข้าวน้ำมันเหลือง แบบนี้เพราะว่าน้ำมันจำพวกไม่อิ่มตัวจะไม่ทนต่อความร้อน ทำให้พันธะคู่ในโมเลกุลมีการแตก และรวมตัวเป็นสาร “โพลีเมอร์” เกิดขึ้น ทำให้มีการเกิดความหนืด นอกนั้นจะทำให้เกิดควันได้ง่าย และก็น้ำมันเหม็นหืน น้ำมันพืชที่ใช้ในการทอดเป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมัน (fatty acids) ซึ่งนับได้ว่าเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีขั้วน้อย เป็นตัวทำละลายที่ดีในการสกัดสารที่มีขั้วน้อยด้วย โดยเหตุนี้น้ำมันพืชก็สามารถจะสกัดน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีสารประกอบที่มีขั้วน้อยแล้วก็โมเลกุลเล็กได้ และสกัดสารประกอบที่มีขั้วน้อยแต่มีโมเลกุลใหญ่ได้ด้วย ซึ่งในไพลนอกเหนือจากประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังประกอบสารกรุ๊ป arylbutanoids, curcuminoids, และก็ cyclohexene derivatives เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่มากยิ่งกว่าสารในน้ำมันหอมเหลือง แล้วก็เป็นสารที่ไม่ระเหย สรุปกล้วยๆคือ น้ำมันไพลที่ได้จากการกลั่นจะเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีสารโมเลกุลเล็กและก็ระเหยได้ ส่วนน้ำมันที่ได้จากการทอดจะมีน้ำมันหอมระเหยและก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่และไม่ระเหย
น้ำมันเหลือง หอมระเหยและก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่ (สารกรุ๊ป arylbutanoids, curcuminoids, และก็ cyclohexene derivatives) เป็นกลุ่มสารที่ส่งผลการศึกษาเรียนรู้พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบและก็แก้ปวดในสัตว์ทดสอบ โดยมีกลไกการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยากลุ่ม NSAIDs3,4-12 นอกเหนือจากนั้นยังมีรายงานการเรียนน้ำมันเหลือง ทางสถานพยาบาลพบว่า ครีมไพลหรือไพลจีซาล (14% ของน้ำมันหอมระเหย) มีฤทธิ์ลดการอักเสบรวมทั้งการปวดของข้อเท้าพลิกในคนป่วยนักกีฬาที่เจ็บข้อเท้าพลิกมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยา หลอก13 และพบว่าครีมไพจีซาลได้ผลดีสำหรับในการรักษาลักษณะของการปวดเมื่อยข้างหลัง ไหล่ ต้นคอ เอว หัวเข่า14 แต่ตำรับยาน้ำมันเหลืองที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช หรือการสกัดด้วยตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว ยังไม่เคยมีการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลมาก่อน ซึ่งช่วงนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาโครงการ “การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเพื่อลดผลพวงจากการเปิดเสรีด้านการค้า AFTA ด้วยสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 2554” เป็นโครงงานที่ได้รับทุนช่วยเหลือจากกองทุน FTA กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำลังเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในผู้เจ็บป่วยข้อเข่าเสื่อมของตำรับยาครีมไพลสกัด ซึ่งเป็นการเลียนแบบแนวทางการสกัดแบบภูมิปัญญา ซึ่งเป็นการสกัดสารหลายๆจำพวก ไม่เพียงแต่น้ำมันเหลือง หอมระเหยเท่านั้น และก็เป็นการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้ม

12

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (ปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล ใบ คนเดียวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างจะเล็ก กว้าง 4-10 ซม. ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบแล้วก็เส้นกิ่งก้านสาขาใบ ข้างล่างเป็นคราบขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ข้างล่างมองเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยและก็กลีบติดทนจนสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

13

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะแปะ ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
สกุล PEDALIACEAE
ถิ่นเกิด
งาขาวมีบ้านเกิดเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแม้กระนั้นโบราณ มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือรวมทั้งทวีปเอเชียใต้ ในราวราวๆ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลแล้วก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมาช้านาน ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งยังทางยา อาหาร แล้วก็เครื่องแต่งตัว
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงจรดยอด สูงราว 50-150 เซนติเมตร ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ้งก้าน แต่บางชนิดอาจมีการแตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมหนา ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบลำพัง เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาวราว 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง รวมทั้งค่อยเรียวลงจนถึงปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ขอบของใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกลุ่มรอบๆซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น ราว 3-5 มม. ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันห่อหุ้มฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย โดยประมาณ 4-5 ซม. ปลายกลีบแขวนลงดิน รวมทั้งแยกออกเป็น 2 กลีบเป็นกลีบข้างล่างที่ยาวกว่า รวมทั้งกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาภายในดอกจะมีสีกลีบด้านในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวไม่เท่ากันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ดังนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้า รวมทั้งกลีบดอกจะหล่นลงดินในเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักครึ้ม มีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา รวมทั้งปริแตก ทำให้เม็ดร่วงลงดิน  ข้างในฝักมีเม็ดขนาดเล็กสีขาวหลายชิ้น เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอม ใน 1 ฝัก จะมีเม็ดราว 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วๆไปมี 6 จำพวก เป็นต้นว่า

  • จำพวกเมืองเลย ปลูกมากที่จังหวัดเลยและก็บริเวณชายแดนไทย-ลาว และก็ช่วงจังหวัดเลยถึงอุตรดิตถ์
  • พันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่
  • พันธุ์ชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็ลพบุรี แม้กระนั้นปัจจุบันมีจำนวนน้อยมาก
  • ประเภทร้อยเอ็ด.1
  • ประเภทมข.1
  • พันธุ์มหาสารคาม 60 มีเขตช่วยเหลือการปลูก ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสระบุรี ลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และจังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนชอบอาการร้อนและแดดแรง อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ราว 27-30 องศาเซลเซียส เกลียดอากาศหนาวเย็น ถ้าอุณหภูมิต่ำยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะหยุดการเติบโต แต่ว่าถ้าเกิดอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสจะก่อให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายน และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน ม.ย.-เดือนมิถุนายน จำนวนมากจะปลูกภายในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณจำนวนร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นหน้าฝนดังเช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย ลำพูน น่าน แล้วก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-สิงหาคม รวมทั้งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน เดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม ส่วนมากจะปลูกเอาไว้ในภาวะพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ดังเช่นว่า จังหวัด กาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเพราะเมล็ดงามีขนาดเล็ก จะต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยทำให้งาผลิออกได้ดิบได้ดีแล้วก็มีความสม่ำเสมอ การไถกระพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับโครงสร้างแล้วก็จำพวกของเนื้อดิน หากเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินอย่างละเอียดจะได้ผลผลิตสูงกว่าไถเพียงแต่ครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 วิธีเป็น
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรโดยมากนิยมปลูกงาด้วยวิธีการแบบนี้ โดยภายหลังจากจัดเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เม็ดงาหว่านให้กระจัดกระจายบ่อย อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กก./ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว สำหรับการทำร่องสำหรับโรยเม็ด จำนวนมากใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโล/ไร่ การปลูกเป็นแนวจะให้ผลผลิตสูงยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 โล/ไร่ ดินร่วมผสมดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • การดูแลรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการที่จะอยากดูแลมากนัก ข้างหลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่มั่นสำรวจแปลงเป็นระยะ ถ้าพบโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลิตผล งาขาวแก่เก็บเกี่ยวราว 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และเริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง รวมทั้งหลุดล่วงใกล้หมด แล้วก็เก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้วิธีถอนอีกทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกมาจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกสามัคคีเม็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


ส่วนประกอบทางเคมี เม็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% และก็เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาโดยประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงผู้เดียว 35% แล้วก็อีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เวลาที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกันกับงาดำ ตัวอย่างเช่น กรดไขมันเป็นต้นว่า oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆตัวอย่างเช่น sitosterol  ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

คุณประโยชน์ทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
ขี้เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มก.
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มก.
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนผสมของของหวาน เช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือขนมต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆดังเช่น ใช้สำหรับประกอบอาหาร โดยเฉพาะของกินพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งตัว ได้แก่ ครีมที่มีไว้ดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็ของกิน อย่างเช่น ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผดผื่นคัน มีการทำการค้นคว้าในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองแล้วก็ใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงยิ่งกว่าถั่วเหลืองประมาณ 3 เท่า แล้วก็สูงขึ้นยิ่งกว่าไข่ ราวๆ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงขึ้นยิ่งกว่าไข่ราว 5% แม้กระนั้นต่ำลงยิ่งกว่าถั่วเหลืองราวๆ 2 เท่า นอกนั้นโปรตีนในงาขาวยังไม่เหมือนกับพืชเชื้อสายถั่วและพืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะว่ามีกรดอะมิโนที่ต้องซึ่งพืชดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขาด ตัวอย่างเช่น การเซ่นสรวงไธโอนินและซีสติน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ โดยเหตุนี้บางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นของกิน หรือใช้เสริมโปรตีนที่มาจากสัตว์ซึ่งแพงแพง นอกจากนี้ยังคงใช้เสริมอาหารพวกธัญพืช กล้วย และของกินแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
ยิ่งกว่านั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญเป็น เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากยิ่งกว่าพืชทั่วๆไปโดยประมาณ 20 เท่า ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น หนังสือเรียนยาไทยกล่าวว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบ น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลก้าวหน้า การหุงน้ำมันจะต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบรวมทั้งเถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟต้มไปจนถึงเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศรวมทั้งไทยสิ่งละนิดเดียว หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ภายในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลได้ดิบได้ดีมากมาย
 ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซาไม่นในเมล็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรค Athersclerosis (ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต)  บรรเทาลักษณะของโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา เป็นต้นว่า Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารได้
ดังนี้มีการศึกษาค้นคว้าน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ยกตัวอย่างเช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและเส้นใย ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับในการต่อต้านโรคมะเร็ง แล้วก็ผลักดันสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดการใช้ เหมือนกันกับงาดำ เป็นสำหรับเพื่อการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะนำไปใช้คุณประโยชน์ด้านอาหารรวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมความสวยงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแต่ก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น

  • แก้ปัสสาวะหรืออุจจาระขัด นำเม็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เม็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว รวมทั้งน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจนเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนถึงสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งบ่อยๆ
  • ทุเลาอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดให้รอบคอบ ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน รับประทาน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และก็เดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง แบบเรียนอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน แล้วก็น้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดระดู นอนไม่หลับ ปวดหัว กินงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นโดยมากเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรู้รวมกันงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวจึงดังงาดำ (มองการศึกษาทางเภสัชของงาดำ) แต่นักเขียนสามารถสะสมข้อมูลการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มเติมได้อีก 2 ฉบับหมายถึง
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ติดต่อกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 กรัมต่ออาหาร 100 ก. ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol รวมทั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต้านทานอนุมูลอิสระ รวมทั้งลดความเข้มข้นของผลิตผลจากการเกิดการเพอคอยกซิเดชั่นของไขมันที่เพิ่มขึ้นเพราะพิษของนิโคติน นอกจากนี้ยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และก็ป้องกันไม่ให้ DNA ในเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถบรรเทาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นและก็ความเป็นพิษต่อสารพัดธุกรรมภายในร่างกายได้ รวมทั้งการเรียนทางสถานพยาบาลเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง คนไข้ชายและก็หญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง เป็นมีค่าความดันโลหิตตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท แล้วก็ค่าความดันโลหิตตัวข้างล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี ปริมาณ 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลรักษาเป็นยาขับฉี่ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีกลายร่วมการศึกษาเล่าเรียน และยังคงได้รับยานี้ตามปกติตลอดการศึกษาเล่าเรียนนี้ ผู้ป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้สำหรับการเตรียมอาหารในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ประมาณ 35 ก./วัน/คน) รวมทั้งจำเป็นต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแค่ประเภทเดียวตลอด 45 วัน จากนั้นหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน ทำตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนที่จะมีการศึกษาเล่าเรียน หลังจากเปลืองน้ำมันงา 45 วัน และก็ภายหลังจากหยุดกินน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันประเภทอื่นในการทำครัวในคนไข้ความดันเลือดสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนรวมทั้งตัวข้างล่างกลับลงสู่ระดับปกติ น้ำหนักร่างกาย และก็ BMI ต่ำลง แม้กระนั้นภายหลังหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วกลับสูงมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol รวมทั้ง low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่มีความแตกต่างกันเมื่อประเมินผล 3 ช่วงเวลาที่เรียนรู้ เว้นเสียแต่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงา รวมทั้งกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ต่ำลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation น้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงเดิมภายหลังที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี catalase และ superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น รวมทั้ง glutathione peroxidase ในเลือดต่ำลง เมื่อใช้น้ำมันงาและก็ค่ายังคงที่ภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และก็ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและลดลงหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาเล่าเรียนแสดงว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดการเกิด lipid peroxidation และก็เพิ่มฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ในคนไข้ความดันเลือดสูงร่วมกับยาขับฉี่ได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การเล่าเรียนทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการเรียนรู้ควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันทั้งยังงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนั้นผลการค้นคว้าทางพิษวิทยาของงาขาวก็เลยดังงาดำ (มองการเล่าเรียนทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อชี้แนะ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สำหรับการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เหตุเพราะมีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆตัวอย่างเช่น ผื่นคัน คันจมูก หายใจติดขัด เปลือกตาและริมฝีปากบวมแดง
  • การรับประทานงาขาวอาจจะเป็นผลให้ระดับความดันเลือดลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • หากรับประทานงาขาวมากกระทั่งเกินความจำเป็นอาจจะทำให้มีการระบายท้องมากจนเกินไปจนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเดินได้
  • แบบเรียนจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะทำให้ท้องเดินได้
  • ตำราเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับเมนส์ การใช้ในสตรีมีท้องระยะต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากจนเกินความจำเป็น อาจจะก่อให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


14

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูเป็นยังไง น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยประเภทหนึ่งที่สกัดได้จากการกลั่นโดยใช้ไอน้ำจากพืชที่พวกเราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งชนิดของน้ำมันมีอยู่ 3 ชนิดคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู มียูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะมีอะสิเตตน้อยหรือไม่มีเลยรวมทั้งยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งแล้วก็เปลือกต้นของต้านทานกานพลู มียูจินอล 90 - 95% รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะบุคคลซึ่งจะฉุนเล็กน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูชอบมีการเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของยานวด, น้ำหอม แล้วก็สินค้าอื่นๆรวมทั้งใช้เพื่อการแต่งรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ว่าหากเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างขวางและนานาประการในด้านคุณประโยชน์ทางยาในพืชจำพวกนี้
สูตรทางเคมีและก็สูตรส่วนประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกและกิ่ง ของต้นกานพลู โดยการกลั่นโดยใช้ไอน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอควร
ที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากวิธีการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำ (Stream distillation) แล้วหลังจากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนรูปแบบของต้นกานพลูที่เป็นมูลเหตุของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อสกุล                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อแคว้น              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งชัน เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมากมาย
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบลำพัง ออกเรียงตรงข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนเป็นเงา ตอนล่างของใบมีต่อมมากไม่น้อยเลยทีเดียว ใบมีเส้นใบจำนวนไม่น้อย
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกรอบๆปลายยอดหรือง่ามใบบริเวณยอด ดอกแตกแขนงออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีจำนวน 6-20 ดอก ดอกมีใบเสริมแต่งสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และก็มีสีแดงเรี่ยราย โคนชิดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. กลีบดอก 4 กลีบ กลีบดอกมีสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มม. มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบมักหล่นง่าย ภายในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่เป็นจำนวนมาก
  • ผล ผลกานพลู สำเร็จเดี่ยว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับปนรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่เจอ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆดังเช่น methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone รวมทั้ง rhamnetin
ผลดี/คุณประโยชน์ น้ำมันกานพลูมีคุณประโยชน์ทางยาเป็นน้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบเอามาอุดที่ฟัน ยับยั้งการกระตุก ตะคริว ขับผายลม แก้เจ็บท้อง แก้ท้องอืด ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า ทุเลาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบยากำจัดศัตรูพืชไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับการขวางหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้โปรตีนอื่นๆเสียภาวะไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนประกอบหรือใช้เป็นยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด น้ำมันจากก้านดอก และดอกกานพลูใช้สำหรับการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol แล้วก็vanillin รวมทั้งน้ำมันที่เหลือใช้สำหรับในการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร และใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนผลดีและก็สรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  ตำรายาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน กำจัดกลิ่นปาก แก้โรคหืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปวดท้อง มวนในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคร่ำ ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุทั้ง 4 พิการ แก้เจ็บท้อง แก้อาการท้องอืด ของกินไม่
ย่อย อ้วกอาเจียน แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับระดู ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงเลือด ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่มีกลิ่นหอมหวนแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และกานพลู มีคุณประโยชน์ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันกำเนิดแม้กระนั้นดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” รวมทั้งตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบอาหาร มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ แล้วก็อาการท้องร่วงที่ไม่มีเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อ แล้วก็ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และมีสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาลักษณะของการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องมาจากธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  ยิ่งไปกว่านี้สาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นในปลาอีกหลายประเภท
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  แล้วก็จากเปลือกต้น  รวมทั้งน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 รวมทั้งเพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นสายปลายเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องร่วง รวมทั้งแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลและก็น้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยั้งแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อย่างเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli และ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะ มีการทดลองฤทธิ์สำหรับเพื่อการกระตุ้นหลักการทำงานของลำไส้ในหลอดทดสอบ โดยใช้ไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine และเมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ลดลง
  • ฤทธิ์ต่อต้านการบีบตัวของลำไส้ การทดสอบฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดสอบของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ลำไส้ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการบีบตัวโดยใช้สารหลายชนิด อย่างเช่น acetylcholine (ใช้ลำไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) แล้วก็ nicotine (ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ซึ่งสามารถยับยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% และ >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์ปกป้องเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู และสาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะมีการหลั่งสารมูก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้ปริมาณการถึงแก่กรรมเพราะการตำหนิดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลลดน้อยลง
ในส่วนของการเรียนทางคลินิกมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกรุ๊ปที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู จำนวน 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กรุ๊ปที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กรุ๊ปที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที จึงทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มรอบๆที่ทา แล้ววัดระดับความเจ็บปวด (pain score) ผลของการเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู และ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) และให้ผลไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด แล้วก็อาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษรุนแรงของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ  แม้กระนั้นเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่งเป็น 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล
          การเรียนรู้การเกิดพิษทันควันของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ศึกษาค้นคว้าในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กรุ๊ป  กรุ๊ป 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มก./ล. เป็นลำดับ  กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มควบคุม  ทำทดลองโดยการพ่นสารทดสอบให้หนูทดลองดมกลิ่นตรงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามลักษณะของหนูเป็นเวลา 14 วัน  ผลการทดลองไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ รวมทั้งความประพฤติ พบว่าตัวทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการกระวนกระวายใจ และก็หายใจลำบาก แต่ว่าอาการพวกนี้หายเองได้ภายในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง  แต่เมื่อให้สารนี้ทางเส้นเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าหนูทดลองมีลักษณะอาการหายใจล้มเหลวกะทันหัน น้ำหลากปอด และก็เลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง จะทำให้ความดันเลือดรวมทั้งการเต้นของหัวใจต่ำลงชั่วครู่ โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยน   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเนื้อเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมตัวของเซลล์ลดน้อยลง บวม แล้วก็กำเนิดเป็นไต  ชั้นใต้ผิวหนังชั้นนอกบวมแล้วก็กล้ามอ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มิลลิกรัม/โล ให้หนูแรทเพศเมียที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนจำนวนร้อยละ 20
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เนื่องจากน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนประกอบกับภัณฑ์อื่นด้วยเหตุดังกล่าวขนาดแล้วก็จำนวนที่ควรจะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังนี้ สำหรับการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรจะใช้ประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรจะใช้ราว 3-5% ส่วนสำหรับในการใช้ทำปลาควรที่จะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาอาการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้ดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวด เพื่อยับยั้งอาการปวดฟัน        ตำกานพลูพอเพียงแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงนิดหน่อยเพียงพอเฉอะแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและก็ใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่เหล้าหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม และก็ทุเลาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในจำนวนมากทำให้เลือดแข็งช้าลง ก็เลยต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านทานการแข็งตัวของเลือด ดังเช่นว่า  warfarin,  aspirin, heparin ฯลฯ และระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการอักเสบประเภทไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; ได้แก่ ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  รวมทั้งยาลดน้ำตาลในเลือด ดังเช่น  insulin,  metformin
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจทำให้มีการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ถ้าใช้ในจำนวนที่สูง รวมทั้งใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อหยุดกลิ่นปากโดยตรง และก็ใช้ในจำนวนสูงหรือใช้ต่อเนื่องกันบ่อยมาก อาจจะทำให้เคืองต่อเหงือก และเยื่อบุในโพรงปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านแนวทางการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จะต้องหลบหลีกการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant และก็ยากลุ่ม NSADs
  • ไม่สมควรใช้ดอกกานพลูในหญิงตั้งท้อง หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนไข้โรคตับไต  และคนเจ็บโรคเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.



Tags : น้ำมันกานพลู

15

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
โรคต่อมทอนซิลอักเสบเป็นอย่างไร  ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในคอ ซึ่งคือต่อมคู่ซ้ายขวาใกล้กับโคนลิ้น โดยเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอมจากของกิน , น้ำดื่มและก็การหายใจ เช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายคล้ายกองทหารด่านหน้า และหลายครั้งที่ต่อมทอนซิลมักเกิดการอักเสบขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)หมายถึงโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการอักเสบติดเชื้อของต่อมทอนซิลซึ่งเป็นโรคมักพบโรคหนึ่ง เจอได้ในทุกอายุ แต่พบได้มากกว่าในเด็ก และไม่ค่อยเจอในผู้ใหญ่และคนชรา ช่องทางกำเนิดโรคเท่ากันทั้งยังในผู้หญิงและก็ผู้ชาย  ต่อมทอนซิลอักเสบพบได้ทั้งการอักเสบติดเชื้อโรคฉับพลันซึ่งเมื่อกำเนิดมักมีลักษณะอาการรุนแรงกว่า แต่รักษาหายได้ข้างใน 1 - 2 อาทิตย์ และก็อักเสบเรื้อรังที่มักจะเป็นๆหายๆอาการแต่ละครั้งร้ายแรงน้อยกว่าจำพวกกระทันหัน แต่ว่ามีลักษณะอักเสบรุนแรงซ้อนได้เป็นระยะๆซึ่งนิยามของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังตัวอย่างเช่น มีต่อมต่อมทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นอย่างน้อย 7 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา หรือขั้นต่ำ 5 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 2 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 3 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 3 ปีที่ล่วงเลยไป
อีกทั้งโรคนี้กำเนิดได้จากหลายกรณี เป็นต้นว่ามีสาเหตุจากกรุ๊ปโรคติดเชื้อแล้วก็กลุ่มโรคไม่ติดโรค ซึ่งในเนื้อหานี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและก็เชื้อแบคทีเรียซึ่งเจอได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัสกรุ๊ปเอ” (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส” (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจจะทำให้คนป่วยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาได้
ต้นเหตุของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ การติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลจำนวนมากมีสาเหตุจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยปกป้องการตำหนิดเชื้อด้วยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และก็เนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันด่านแรก ต่อมทอนซิลจึงเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อโรคมาก
โดยต่อมทอนซิลอักเสบส่วนมาก เป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งพบได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตำหนิดเชื้ออื่นๆราวๆ 70 - 80% ของต่อมทอนซิลอักเสบทั้งผอง ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบมีหลายแบบได้แก่

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหวัดทั่วไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ทำให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบรวมทั้งกลุ่มอาการครู้ป
  • เชื้อไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • เชื้อไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ทำให้มีการเกิดโรคฝึก
  • เชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่มักเป็นต้นเหตุ ที่มา : wikipedia           ของอาการท้องร่วง
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ว่าต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียจำพวกนี้จะเจอได้ไม่บ่อย
  • รวมทั้งอีกปัจจัยหนึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียประมาณ 15 - 20 %


ต้นเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นผลมาจากการเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่ม  ที่ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบแบบเป็นหนอง (exudative tonsil litis)
อาการโรคต่อมทอนซิลอักเสบ โดยธรรมดาโรคต่อมทอนซิลอักเสบมักกำเนิดร่วมกับการอักเสบติดเชื้อของคอเสมอ
อาการของโรคต่อมทอนซิลอักเสบแยกได้เป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆคือ

  • กลุ่มที่มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส มีอาการเจ็บคอน้อยถึงปานกลาง และไม่เจ็บมากยิ่งขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ มีไข้ ปวดหัวเล็กน้อย ตาแดง บางบุคคลอาจมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย  การตรวจตราคอจะเจอผนังคอหอยแดงเพียงนิดหน่อย ทอนซิลบางทีอาจโตน้อยมีลักษณะแดงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ
  • กลุ่มที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น  ปวดหัว  เมื่อยเรียกตัว  อ่อนเพลีย  ไม่อยากอาหาร  เจ็บคอมากจนถึงกลืนน้ำลายหรือของกินทุกข์ยากลำบาก  อาจมีลักษณะของการปวดร้าวขึ้นไปที่หู  บางบุคคลอาจมีอาการปวดท้อง  หรือคลื่นไส้และก็มีกลิ่นปากร่วมด้วย  มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ  หรือตาแดง  แบบการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส


                ยิ่งไปกว่านี้จะเจอฝาผนังคอหอยและเพดานอ่อน  มีลักษณะแดงจัดรวมทั้งบวม  ต่อมทอนซิลบวมโตสีแดงจัด  แล้วก็มีแผ่นหรือจุดหนองสีขาวๆเหลืองๆติดอยู่บนต่อมทอนซิล  นอกนั้น       ยังบางทีอาจตรวจเจอต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตและก็เจ็บ
กระบวนการรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การวิเคราะห์โรคต่อมทอนซิลอักเสบ หมอจะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยอาการแสดงและก็การตรวจคอโดยบางทีอาจใช้กรรมวิธีตั้งแต่นี้ต่อไป

  • ใช้ไฟฉายส่องมองบริเวณคอ รวมถึงบางทีอาจมองบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เพราะเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน
  • ตรวจทานผื่นแดงที่เป็นอาการของโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งมีต้นเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบาๆที่คอเพื่อมองว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือเปล่า
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสวัวปฟังเสียงจังหวะการหายใจของคนไข้


หากเจอฝาผนังคอหอยและก็ทอนซิลมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่กระจ่างแจ้ง ก็มักมีต้นเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส   หากต่อมทอนซิลบวมโต แดงจัด และมีแผ่นหรือจุดหนองติดอยู่บนทอนซิล  ก็ชอบมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อบีตาฮีโมโลว่ากล่าวกสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ  ในรายที่ยังไม่มั่นใจแพทย์บางทีอาจจำเป็นต้องกระทำตรวจหาเชื้อจากรอบๆคอหอยแล้วก็ต่อมทอนซิล  โดยใช้วิธีที่เรียกว่า "rapid strep test" ซึ่งสามารถรู้ผลตอบแทนในไม่กี่นาที ถ้าหากผลการตรวจไม่กระจ่าง  ก็บางทีอาจจะต้องกระทำเพาะเชื้อซึ่งจะรู้ผลใน 1-2 วัน

การดูแลรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หมอจะให้การรักษาตามปัจจัยที่พบ เป็น

  • มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็จะให้การรักษาแบบเกื้อกูลตามอาการ ได้แก่ ยาลดไข้ แก้ไอ แก้หวัด ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ เพราะว่าไม่อาจจะฆ่าเชื้อโรคไวรัสได้ ซึ่งลักษณะโรคชอบหายได้ภายใน 1 สัปดาห์
  • มีต้นเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากให้ยาทุเลาตามอาการแล้ว ก็จะให้ยายาปฏิชีวนะรักษาโดยใช้ เช่น เพนิซิลลินวี (Penicillin V) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อีริโทรไมซิน (Erythromyin)  อาการมักทุเลาข้างหลังรับประทานยาปฏิชีวนะ 48-72 ชั่วโมง  โดยแพทย์จะให้รับประทานยาสม่ำเสมอจนถึงครบ 10 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา


ทั้งนี้การกินยาปฏิชีวนะจำเป็นจะต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อแน่ใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนถึงหมด เพราะว่าเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจจะทำให้การต่อว่าดเชื้อห่วยแตกลงหรือแพร่ไปไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกเหนือจากนั้นในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะสอดแทรก ยกตัวอย่างเช่น การต่อว่าดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต แล้วก็ไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อรอบๆลิ้นหัวใจร่วมกับเป็นไข้ตามมาได้
นอกนั้นยังมีวิธีการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ซึ่งเป็นวิธีรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง หรือต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการดูแลและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเท่านั้น โดยสังเกตได้จากลักษณะต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีให้หลัง
  • ต่อมทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีให้หลัง


ยิ่งกว่านั้น แพทย์ยังบางทีอาจใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบทำให้มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา ตัวอย่างเช่น

  • ภาวการณ์หยุดหายใจขณะกำลังนอนหลับ (ก่อกำเนิดอาการนอนกรมด้วยเหตุว่าต่อมทอนซิลโต)
  • หายใจลำบาก (เนื่องมาจากต่อมทอนซิลโตมากมายจนอุดกันทางเดินหายใจ)
  • กลืนทุกข์ยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นครึ้มๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • มีต่อมต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งอาจเป็นลักษณะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลหลายครั้งหรือเรื้อรังบางทีอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆดังเช่นว่า เกิดภาวะหยุดหายใจขณะกำลังหลับ หายใจไม่สะดวก การต่อว่าดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อรอบๆ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะนำไปสู่โรคต่างๆตามมา เช่น  ในกรุ๊ปที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส จำนวนมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับไม่สบายหวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ เป็นต้น และในกรุ๊ปที่มีเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้

  • เชื้อบางทีอาจลุกลามไปยังรอบๆใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้ออาจเข้ากระแสโลหิตแพร่ไปไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบจำพวกเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานตนเอง (autoimmun reaction) พูดอีกนัยหนึ่งภายหลังจากติดโรคแบคทีเรียชนิดนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต่อต้านเยื่อของตัวเอง ทำให้มีการเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง ได้แก่ ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ แม้ปลดปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะทำให้กำเนิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) รวมทั้ง หน่วยไตอักเสบฉับพลัน (จับไข้ บวม เยี่ยวสีแดง อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกเหล่านี้มักเกิดข้างหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก ได้โอกาสเกิดขึ้นราวๆจำนวนร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง แม้กระนั้นทั้งนี้การปกป้องภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้วสามารถทำได้กล้วยๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (แม้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังกินยาได้ 2-3 วันไปและตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เหมือนกับในโรคหวัดทั่วไปและก็ในโรคไข้หวัดใหญ่เป็น เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและเสมหะ (รวมถึงสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของคนป่วย แล้วก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวมาแล้วจากผู้เจ็บป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกและช่องปากยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลายคนเจ็บ และก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังที่กล่าวมาข้างต้น

  • มีต่อมต่อมทอนซิลโตฝ่ายเดียว ซึ่งบางทีอาจเป็นอาการโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังบางทีอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ หายใจไม่สะดวก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อกำเนิดโรคต่างๆตามมา อย่างเช่น  ในกรุ๊ปที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัส จำนวนมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนคนที่อาการโรคร่วมกับเจ็บป่วยหวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน อย่างเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ รวมทั้งในกลุ่มที่มีเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้อบางทีอาจขยายไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีที่ทอนซิล
  • เชื้ออาจเข้ากระแสเลือดแพร่ขยายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบประเภททันควัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดปฏิกิริยาภูเขาไม่ต่อต้านตัวเอง (autoimmun reaction) กล่าวอีกนัยหนึ่งหลังจากติดเชื้อโรคแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยายับยั้งเยื่อของตัวเอง นำมาซึ่งโรคแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ ถ้าปลดปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) แล้วก็ หน่วยไตอักเสบรุนแรง (มีไข้ บวม ปัสสาวะสีแดง อาจจะทำให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกเหล่านี้มักเกิดข้างหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นราวปริมาณร้อยละ 0.3-3 ของคนที่มิได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง แต่ดังนี้การปกป้องคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังกล่าวข้างต้นสามารถทำเป็นกล้วยๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังรับประทานยาได้ 2-3 วันไปและจากนั้นก็ตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เช่นเดียวกับในโรคหวัดทั่วๆไปรวมทั้งในโรคไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายรวมทั้งเสมหะ (รวมทั้งสารคัดเลือกหลั่งอื่นๆ) ของคนเจ็บ แล้วก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังกล่าวข้างต้นจากผู้เจ็บป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกรวมทั้งโพรงปากดังเช่น น้ำมูก น้ำลายผู้ป่วย และก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดเลือกหลั่งดังที่กล่าวมาแล้ว
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ชื่อวิทยาศาสตร์ Andropraphis paniculata (Burm.f.) Wall. EX Nees ชื่อพ้อง Justicia paniculata Burm.f. ชื่อสกุล Acanthaceae คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: มีการใช้ส่วนเหนือดินเก็บก่อนจะมีดอก เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับเสลด ลดบวม แก้ติดเชื้อโรค ต้นแบบแล้วก็ขนาดวิธีการใช้ยา:.บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ                   กินครั้งละ 3-6 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน ทุเลาอาการหวัด กินครั้งละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน  ส่วนประกอบทางเคมี: สารประเภทแลคโตน andrographolide,neoandrographolide,deoxyandrographolide, deoxy-didehydroandrographolide สารกลุ่มฟลาโม้น เป็นต้นว่า aroxylin, wagonin, andrographidine A 
จากการศึกษาเล่าเรียนความสามารถของสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรในผู้เจ็บป่วยระบบทางเท้าหายใจส่วนบนไม่ร้ายแรง  223 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่กินสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมย 200 มก.ต่อวัน แล้วก็อีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะประเมินผลด้วยการประเมินอาการจากเพศผู้เจ็บป่วยเองในด้านต่างๆดังเช่น อาการไอ เสลด มีน้ำมูก ปวดหัว จับไข้ เจ็บคอ อาการอ่อนล้าง่าย รวมทั้งปัญหาในการนอน ผลพบว่า อีกทั้ง 2 กลุ่มมีอาการดีตั้งแต่เริ่มจนจบการทดสอบ แต่ว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยได้ผลได้อย่างชัดเจนในช่วงวันที่ 3-5 มากกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก อย่างไรก็แล้วแต่ ยังพบผลข้างเคียงเล็กน้อยในอีกทั้ง 2 กลุ่ม จากการทดสอบก็เลยมั่นใจว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพบางทีอาจช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจตอนต้น
โทงเทง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Physalis angulata  L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Physalis minima ชื่อสามัญ :   Hogweed, Ground Cherry ชื่อวงศ์ :   SOLANACEAE สรรพคุณโตงเตง : หนังสือเรียนยาไทย ผลรสเปรี้ยวเย็น แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้อักเสบในคอ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ตำพอกแก้ปวดบวม
ส่วนคุณประโยชน์ที่สำคัญของโตงเตงที่ ใช้รักษาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ โดยแพทย์ท้องถิ่นนั้นจะใช้ทั้งต้นตำให้แหลกละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอทีละนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในคอก้าวหน้า หรือแพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ด้านในแก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ข้างนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น และก็อีกหนังสือเรียนยาหนึ่งบอกว่าแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ต้นนี้ใหม่ๆ(หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย กินครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานต่ำลงตามส่วน จากการดูแลและรักษาคนเจ็บร้อยกว่าราย บางบุคคลรับประทาน 4-10 ครั้งก็หาย บางบุคคลกินติดต่อกันถึง 2 เดือนก็เลยหาย
ปลาไหลเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ :  EURYCOMA LONGIFOLIA Jack. วงศ์ : SIMAROUBACEAE คุณประโยชน์ทางยา : ราก ต่อต้านโรคมะเร็ง รักษาโรคอัมพาต ช่วยขับถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ วิธีการใช้ตามตำราไทย : ต้านทานโรคมะเร็ง ช่วยถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะการเจ็บคอ นำรากแห้งราวๆ 8-15 กรัม เอามาต้มเอาน้ำก่อนที่จะกินอาหารทุกเช้าตรู่และเย็น (2 เวลา)
เอกสารอ้างอิง

  • พรพิมล พฤกษ์ประเสริฐ.(2550). การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. ใน ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสรี. กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป (หน้า214-216).หน่วยผลิตตำราคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทอนซิลอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่324.คอลัมน์สารานุภาพทันโรค.เมษายน.2549
  • ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฎสุนทร.คออักเสบและตอ่มทอนซิลอกัเสบปัญหาของหนูน้อย.ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • ทอนซิลอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 410-413.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์.”โทงเทง” หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า284.
  • ฟ้าทะลายโจร.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • โทงเทง สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ.ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.สถาบันวิจัยสมุนไพร.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.



Tags : โรคต่อมทอนซิลอักเสบ

หน้า: [1] 2 3 ... 5