แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - plawan1608

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกลาง) เมืองมอน (กรุงเทพมหานคร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อตระกูล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นรวมทั้งกิ่งก้านมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราวๆ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบหมดจดหรือค่อนข้างหมดจด ด้านท้องใบมีขนเหมือนเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกลางใบ แล้วก็เส้นใบจะแจ่มกระจ่างทางด้านท้องใบ เส้นกิ้งก้านใบมีเยอะๆเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวเท่ากับตัวใบ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบแต่งแต้มใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ภายนอกมีขนนุ่มฟู ข้างในหมดจด หลุดตกง่าย กลีบรองกลีบดอกรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม รวมทั้งสองกลีบนอกยาว 15 มัธยมม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ข้างในสะอาด กลีบดอกไม้ใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 ซม. สีม่วงแกมชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่บริเวณกึ่งกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนปุกปุยที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยกำเนิดตามที่รกร้างว่างเปล่า ชายเขาดงดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณปกติ ส่วนมากปลูกขึ้นร้านเป็นไม้ประดับและบังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกและก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ถูกใจแดดจัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ต้นๆเติบโตได้ดีในดินร่วยซุยที่มีอินทรียวัตถุมากมาย ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อนฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับปรุงแก้ไขข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีต้นเหตุมาจากการสั่งสมไขมันมากมายใบ   รสเฝื่อนฝาด ใช้พอกฝีแล้วก็รอยแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาโขลกให้ถี่ถ้วน ใช้ทารวมทั้งพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เป็นประจำ จวบจนกระทั่งจะหาย


2

สมุนไพรกะทัง
กะทัง Litsea monopetala Pers.
บางถิ่นเรียก กะทัง (ภาคใต้) เพียงพอคราว (นครศรีธรรมราช) โพหน่วย มุหมู (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เมาะโม (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยุ๊กเยา (แพร่) สะหมี่ (ชัยภูมิ) หมี (จันทบุรี) หมีตุ้ม หมีโป้ง (เชียงใหม่) อีเหม็น (ภาคเหนือ)
       [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url][/color] ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 6-13 ม. กิ่งก้านค่อนข้างใหญ่ มีขน ใบ ลำพัง ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแคบ รูปไข่ หรือ รูปไข่กลับ ขนาดของใบต่างกันมาก มีความยาวตั้งแต่ 5-41 ซม. ปลายใบมน กลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลม กลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ข้างบนหมดจดเป็นมัน ข้างล่างมีขน ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล เส้นใบมี 5-10 คู่ เส้นใบย่อยมองเห็นชัดทางด้านล่างของใบ ก้านใบยาว 1.2-2.5 เซนติเมตร ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกตามง่ามใบเป็นช่อกลุ่มแบบซี่ร่ม ช่อหนึ่งมีราวๆ 5-6 ดอก ก้านช่อสั้น มีใบตกแต่ง 4-5 ใบ กลีบรวมโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-13 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี หรือ ค่อนข้างจะกลม ยาว 5-7 มม. มีกลีบรวมเป็นฐานรองรับ เมื่อสุกมีสีน้ำเงินอมดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: พบขึ้นใกล้สายธาร ในป่าเบญจพรรณทั่วไป
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียแล้วก็บำรุงธาตุ ผงบดจากเปลือกต้นใช้ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดบาดแผล หรือ กล้ามเนื้อทำงานมาก แล้วก็ยังใช้พอกขาสัตว์แก้กระดูกเดาะหรือหัก

3

สมุนไพรกะทือ
ชื่อพื้นบ้านอื่น กะทือป่า กะแวน กะแอน แฮวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวข่า (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เปลพ้อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เฮียวแดง เฮียวดำ (แม่ฮ่องสอน) กะทือ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber zerumbet. (L.) Sm.
ชื่อพ้อง Amomum Zerumbet L. Zingiber amaricans Blume
ชื่อวงศ์   ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ Wild Ginger.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (H) ที่มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้า มีกลิ่นน้ำมันระเหย เนื้อในเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีสีขาวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุน เปลือกสีน้ำตาลปนเหลือง แทงหน่อออกข้างๆแล้วก็นอกสุด ลำต้นส่วนของกาบใบที่แผ่ออกแล้วห่อซ้อนทับกันจนกระทั่งแปลงเป็นลำต้นเทียมมีสีเขียว สูงประมาณ 2 เมตร
ใบ เป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนรวมทั้งสอบเรียวเข้าพบก้านใบ ขอบของใบเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบหรือใต้ใบมีขนสีขาวนาลปกคลุมก้านใบสั้น
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสด แตกช่อจากหัวใต้ดินดโผล่พ้นดินขึ้นมา ช่อดอกที่เห็นเป็นทรงกระบอกสีเขียวปนแดง ปลายรวมทั้งโคนมนโค้ง ประกอบด้วยใบประดับประดาที่เรียงซ้อนกันแน่น เมื่อดอกยังอ่อนจะปิดแน่น และจะขยายอ้าออกให้มองเห็น ดอกที่อยู่ภายในลักษณะเป็นหลอดโผล่ออกมาจากซอกใบเสริมแต่ง กลีบมีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวนวล โคนกลีบดอกไม้ม้วนห่อส่วนปลายกลีบผายกว้างผล ลักษณะกลม โต แข็ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีสีแดง เป็นแบบผลแห้งแตก

นิเวศวิทยา
เจอขึ้นเป็นกอๆตามป่าดงดิบทั่วๆไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร
การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง สามารถปลูกได้ทุกฤดู ปลูกโดยการตัดใบออกให้เหลือประมาณ 15 ซม. แพร่พันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้า
ส่วนที่ใช้รสและก็สรรพคุณ
ราก รสชื่นขมน้อย แก้ไข้ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่างๆแก้เคล็ดปวดเมื่อย
สมุนไพร เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน  รสชื่นขมปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงนมให้บริบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ขับเยี่ยว แก้เสมหะเป็นพิษ แก้บิด ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิดปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กระษัย แก้ท้องเฟ้อ แก้โรคลม เป็นยาระบาย แก้เยี่ยวขุ่นขัน แก้บิด บำรุงธาตุลำต้น รสชื่นขม เป็นยาแก้เบื่่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้
ใบ รสชื่นขมนิดหน่อย ใช้ใบต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคร่ำ ใช้ผสมในตำหรับยาร่วม กับสมุนไพรอื่น เป็นยาแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นบวมช้ำ ถอนพิษไข้ แก้ไข้ กระแทกพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้หัด ไข้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ไข้แปลงฤดู แก้ไข้เชื่องซึมผิดสำแดง
ดอกแล้วก็เกสร รสชื่นขมนิดหน่อย แก้ไข้เรื้อรัง แก้ผอมโซ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้จับสั่น แก้ผอมเหลือง บำรุงธาตุ แก้ลม
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคร่ำ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 20 กรัม ต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือกึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำวันละ 3 เวลา ก่อนที่จะรับประทานอาหาร 2. รักษาอาการท้องอืด ท้องอืด แน่นจุกเสียดและปวดท้อง โดยใช้ลำต้นดวงใจต้ดินหรือเหง้าแก่สดขนาดเท่านิ้วโป้ง 2 หัวหรือหนักประมาณ 20 กรัม ย่างไฟพอสุกตำกับน้ำปูนใสคั้นเอาน้ำกินเวลามีลักษณะอาการ



Tags : สมุนไพร

4

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อพื้นเมืองอื่น  พิมเสนต้น  เสมหะพังพอน  เสลดพังพอนเพศผู้ (ภาคกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อวงศ์   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาเยอะมากบริเวณลำต้น สูงราวๆ 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อและโคนใบ กิ่งมีสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกตรงกันข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนและก็ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง พื้นใบมีสีเขียวเข้มแล้วก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก มีดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบประดับประดาห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งหนึ่ง ใบตกแต่งรูปกลมรี ตอนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบสีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนและยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ด้านในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วๆไป มีแต่ว่าเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์                                    
เติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย มีความชุ่มชื้น เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราว 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดแจงไว้หรือปักชำในที่สดชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกภายในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น โขลกกับเหล้าคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลบวมช้ำจาการกระทบกระแทก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างเช่น ผึ้ง ตะขาบ ฯลฯราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีใช้แล้วก็จำนวนที่ใช้

  • รักษาอาการปวดฝี ทำลายพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราว 20 กรัม ตำอย่างระมัดระวังผสมกับเหล้าพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้รอบคอบคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าโรงนิดหน่อยด็ได้
ข้อควรทราบ
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและก็แก้งูกัด  แล้วก็ถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองภัยกระทั่งถึงอันตรายต่างๆได้ด้วย

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: 22-12-2017 , 11:56:29 »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวรวมทั้งอกคลุมลงมาถึงอกข้อที่ ๘ ส่วนใหญ่กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวและอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งยังในน้ำจืด ดังเช่น กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม เป็นต้นว่า กุ้งจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่พบในประเทศไทยมีมากหลายชนิด แต่ว่าที่มีขนาดใหญ่แล้วก็บริโภคกันทั่วๆไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามอีกทั้งเข้มแล้วก็จางสลับกันเป็นลายพิงขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย และก็กอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากช่วงท้ายของกระเพาะไปถึงตอนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางด้านหน้าบริเวณด้านข้างของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากมายลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง สังเกตได้ง่ายประชาชนเรียก แก้วกุ้ง กุ้งหลวงรับประทานสัตว์รวมทั้งพืชเป็นของกิน ส่วนมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดดมและก็สัมผัส  หากขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้หากินตลอดทั้งวัน  แต่ว่าจะคล่องแคล่วมากมายช่วงเวลาค่ำคืน  เหมือนปกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  สระ ที่มีทา น้ำติดต่อกับทะเล  ผสมพันธุ์และวางไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนปล้องที่ ๗ ของขาคู่นี้หนตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ รวมทั้ง ๕ เป็นปกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง รวมทั้งแหล่งน้ำจืดที่มีทางน้ำติดต่อกับทะเล  สืบพันธุ์แล้วก็ออกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งจุฬาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งสมุทรขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบรวมทั้งยาวไม่ถึงฟันกรีซี่สุดท้าย  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายปนโคลน  กินทั้งพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตสุดกำลังจะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังสมุทรลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในตำราเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ รวมทั้งเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองงามดีนัก

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: 22-12-2017 , 09:38:03 »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนประเทศไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจหมายความว่าปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างต่ำ ๒ ชนิดในตระกูล Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ชาวบ้านเรียก ดุกเผือก หรือถ้าหากมีสีค่อนข้างจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ถ้าหากมีจุดขาวรอบๆทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  ซม. (ในธรรมชาติอาจยาวได้ถึง ๖๑  เซนติเมตร) รอบๆด้านข้างของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลผสมดำ บริเวณท้องมีสีออกจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว แล้วก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวท่อนหัว หัวค่อนข้างแหลมถ้าหากมองทางข้างๆ กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมค่อนข้างจะแหลม ส่วนฐานของครีบหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้ง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ข้างบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรด้านล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบข้างหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  รวมทั้งหนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ด้านในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกอีกทั้ง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากรวมทั้งฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่อง เกลียดอยู่นิ่ง เร่งรีบ ชอบดำว่ายดำผุดและถูกใจมุดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและก็น้ำไหลล้นลงสู่แหล่งน้ำที่ใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  เซนติเมตร  สีค่อนข้างเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แม้กระนั้นเมื่อโตจะเลือนหายไป ฝาผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะรอบๆอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวค่อนข้างจะทู่ ปลายกระดูกกำดันป้านแล้วก็โค้งมนมาก   ท่อนหัวจะลื่น มีรอยบุ๋มกึ่งกลางบางส่วน  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ออกจะมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาผสมดำแล้วก็ยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาผสมดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบหลังแล้วก็ครีบก้น   ปริมาณกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อมองผิวเผินทั้งปลาดุกด้านแล้วก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำคละเคล้าเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแถวตามทางขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง บึงทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทย
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกย่าง” อยู่ ๒ ขนาน ทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ กลีบตาเสือ ๑  รากตอแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกปิ้ง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายวิเศษนัก รวมทั้งยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเลือกเค้า ๑ เครื่องยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกปิ้ง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่รับประทานลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเถอะ ลงเสลดเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

7

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่พบในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบน้ำ) มีขั้นต่ำ ๒๒ จำพวก จัดอยู่ใน ๕ ตระกูล คือ
๑.ตระกูลเต่าทะเล(Cheloniidea) เจอ ๔ จำพวกเป็น เต่าตนุ(เต่าแดด) เต่าต้นหญ้า เต่ากระ แล้วก็เต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(ดังเช่น เต่าตนุ) หรือซ้อนกันบางส่วน (ยกตัวอย่างเช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.สกุลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) เจอเพียงประเภทเดียวหมายถึงเต่าเฟือง (มักเรียกกันไม่ถูกเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนภายหลังคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่อแก่ขึ้น ส่วนสันบนหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แม้กระนั้นจะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ยาวกว่าขาของเต่าทะเลอื่นๆขาหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ รวมทั้งใช้ขุดหลุมเมื่อจะวางไข่
๓.สกุลเต่าน้ำจืด(Emydidae) เจออย่างน้อย ๑๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าท้องนา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม แล้วก็เต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วและก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดกางไม่มากก็น้อย บนหัวปกคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเหมือนหัวเต่าบก แต่บริเวณกำดันนั้น หลังอาจลายทำให้ดูเหมือนเกล็ด

๔.ตระกูลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงแต่ชนิดเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองล่างเป็นคนละชั้น ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าพบกันมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองไม่ได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดเสมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมากมาย มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.ตระกูลเต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ชนิด คือ เต่าหก เต่าเดือย และ เต่าเหลือง เต่าในสกุลนี้แตกต่างจากเต่าน้ำในวงศ์อื่นๆตรงที่ขาทั้ง ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและก็ที่ขา

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 08:57:01 »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองคละเคล้าสีน้ำตาล มีลายดำ เจอตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แห้งแล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดงดิบแล้งทั่วประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาข้างหลังทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อย คือ เต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) รวมทั้งเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดแล้วก็เต่าบก แต่ที่ใช้กันมากมายเป็นเต่านา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายกว่าเต่าจำพวกอื่นๆและมีชื่อเสียงกันดีทั่วๆไป

9
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบ
ครุฑตีนตะพาบน้ำ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบน้ำ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร เกลี้ยง. ใบ ลำพัง หรือ ใบประกอบประเภท 3 ใบ ชิดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบโดยมากยาวราว 6 ซม. แต่ยาวถึง 28 เซนติเมตร ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลางส่วนมากราวๆ 8 ซม. แต่บางทีอาจกว้างถึง 28 ซม.ขอบใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ สมุนไพรขอบของใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกลางใบรวมทั้งเส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม แกนกลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาตั้งฉากกับแกนกลาง ยาว 15-30 เซนติเมตร มีดอกติดเป็นกระจุกๆแบบดอกผักชี กลุ่มละราว 8-16 ดอก ก้านดอกยาวราว 3 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ มีขนาดเล็ก กลีบดอก 4-5 กลีบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรเมีย 1 อัน รูปลูกข่าง ด้านในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารภรรยาช่วงแรกตั้งชัน ถัดมาจะโค้งงอ. ผล รูปเกือบจะกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่าศูนย์กลาง ราว 5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ใบ มีกลิ่นหอมยวนใจสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับเยี่ยว ปกป้องการเกิดโรคมะเร็งเต้านมแล้วก็ป้องกันหัวล้านได้ ราก ขับเยี่ยว ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับเยี่ยว

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: 15-12-2017 , 09:14:17 »

จงโคร่ง
ต้องโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
ควรโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่แตกต่างจากคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม ตรงกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมากมาย ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖ซม. ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าไม้ร่มเย็นเป็นสุขชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยกินแมลงที่มาเล่นแสง เจอได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียแล้วก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ราษฎรทางภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าคนไหนรังควานจงโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศาคณาญาติ ก็จะเผชิญโชคร้าย เพราะฉะนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปลดปล่อยให้ต้องโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยให้หากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีใครกล้าก่อกวน ทำร้าย หรือทำร้าย หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดั่งตั้งอกตั้งใจ กรรมวิธีการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้สม่ำเสมอ หมอแผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดรักษาโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เชื้อชาติเป็นอย่างไร
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนความเกี่ยวข้อง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆดังเช่นความเชื่อถือเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องในความจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์พวกนี้บางชนิดหรือไม่ได้แต่ว่าคลานมิได้ ยกตัวอย่างเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานเพียงแค่นั้น ไม่เลื้อย เช่น เต่า ไอ้เข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์คือ หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากจระเข้ ส่วนเหล่านี้คลอดลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายอย่าง ดังเช่นงูต่างๆตะไข้ ตุ๊กแก ตะพาบ รวมทั้งเต่า

11

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร และก็เครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายแล้วก็เรอ โดยเหตุนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่ากินเพิ่มขึ้นทั้งมีสรรพคุณทางยาซึ่งสามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้ตระเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามอยากส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้สดแล้วก็แห้งอีกทั้งหินอ่อนรวมทั้งขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสมหะบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน คลื่นไส้ สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมและเรอ
   [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ยาในขณะที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกประเภทนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแท้แต่แพทย์ผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้จำเป็นต้องโรคจะต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนอีกทั้ง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือสินเธาว์ สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ปฏิบัติเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งผองแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลแล้วก็ชื่อวงศ์ ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รอบรู้ทางภาษาคนไม่ใช่น้อยสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุยาวนานหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนว่ากล่าวเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆหุ้ม เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลสำเร็จแห้ง มี๓ พู

ขิงมีองค์ประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและ มีกลิ่นหอม หากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงแล้วก็รสเผ็ด มีชื่อเรียกทางด้านการค้าว่า “จินพบริน” (gingerin) ประกอบด้วยสารในกลุ่มจินเจอรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) รวมทั้ง ชิงพบโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอคอยล อาทิเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แต่ว่าถ้าหากทิ้งเอาไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก อีกทั้งโชโกลรวมทั้งสิงพบโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พบในขิง แต่เป็นสารที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอคอยล เพราะฉะนั้น จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองชนิดนี้ในจำนวนที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นอยู่กับแนวทางปลูกแล้วก็ตอนที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อบัคเตรีที่นำไปสู่หนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและก็ไส้  เดี๋ยวนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งหนสารส่วนประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่น สิงเจอโรน จินเจอร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบรอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอาเจียนอ้วก และก็ทุเลาลักษณะของการปวดเนื่องจากว่าข้อเสื่อม ทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและบวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

12

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลือดอุ่นมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนมาจากขาหน้าของสัตว์จตุๆบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะอาหารก็เลยต้องมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดอาหาร ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดีมากว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ผสมพันธุ์ข้างใน ออกลูกเป็นไข่
สมุนไพร ตัวอย่างเช่น ไก่ เป็ด นกต่างๆ

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกอีเเอ่น
« เมื่อ: 09-12-2017 , 19:29:27 »

อีแอ่น
อีแอ่น เป็นชื่อไทยแท้ของนก ๒ วงศ์ (ปัจจุบันนี้คนไทยมีความเห็นว่าชื่อ “อีแอ่น” ไม่สุภาพหรือเปล่าด้วยเหตุว่า ก็เลยเปลี่ยนเป็นชื่อ“นางแอ่น” หรือ“นกแอ่น” เหมือนกับ“กา” เป็น  “นกกา” หรือ “อีแร้ง” เป็น “นกแร้ง”)เป็นสกุล Apodidae (ชั้น  Apodiformes) กับตระกูล Hirundinidae (อันดับ Passeriformes)
อีแอ่นรับประทานรังเป็นนกในสกุล Apodidae ส่วนนกในวงศ์ Hirundinidae หลายชนิดเรียก “อีแอ่น” เช่นกัน แม้กระนั้นนกที่จัดอยู่ในวงศ์ข้างหลังนี้ทำรังด้วยดิน ไม่มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมอยู่ประการใด รวมถึงนกตาพอง (Pseudochelidon  sirintarae  Thonglongya) ที่มีผู้ตั้งชื่อให้ใหม่เป็นนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร อันเป็นนกถิ่นเดียวของไทย พบที่บึงบอระเพ็ด   จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันเป็นนกหายากรวมทั้งมีปริมาณน้อยหรือบางครั้งอาจจะสิ้นซากไปแล้งก็ได้
๕.อีแอ่นหิมาลัย   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  brevirostris  (Horsfield) มีชื่อสามัญว่า Himalayan  swiftlet ชนิดนี้ทำรังด้วยหญ้าและพืชชนิดต่างๆมีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงนิดหน่อย อีแอ่น ๒ ชนิดแรก คือ อีแอ่นรับประทานรังกับอีแอ่นกินรังก้นขาว สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆก็เลยเป็นรังนกที่มีคุณภาพดียอด มีชื่อเสียงกันมานานรวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด มีราคาแพงมาก ส่วนรังของอีแอ่นชนิดอื่นในสกุลเดียวกันนี้ไม่เป็นที่นิยมของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๒ จำพวกข้างหลัง  คือ  อีแอ่นท้องขาวและอีแอ่นหิมาลัย
อีแอ่นกินรังเป็นนกที่อาศัยอยู่ในถ้ำหินปูนหรือถ้ำหินทรายตามเกาะต่างๆตามสมุทรหรือตามริมฝั่งต่างๆหรืออาจพักอยู่ตามสิ่งก่อสร้างต่างๆเช่น อาคาร โบสถ์ และบินออกจากถิ่นในช่วงเวลาเช้ามืด ไปหากินตามแหล่งน้ำในหุบเขาหรือตามป่า โดยบินไม่หยุดตลอดวัน ห่อนกลับมายังถิ่นที่อยู่ในตอนค่ำหรือเย็น นกพวกนี้สามารถบินโดยใช้เสียงสะท้อนกลับ (echolocation) จึงไม่ชนกับเครื่องกีดขวางอะไรก็ตามทั้งที่ถิ่นที่อยู่มืดมิด ราวปริมาณร้อยละ ๘0 ของอาหารเป็นแมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นมดมีปีก ในช่วงฤดูฝนนั้น ของกินของนกเหล่านี้เป็นนกดูเหมือนจะทั้งหมด อีแอ่นรับประทานรังที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชข้อมูลตั้งแต่นี้ต่อไปสำเร็จงานของการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยของรองศาสตราจารย์โอภาส  ขอบเขตต์   ราชบัณฑิต ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนก ซึ่งได้รายงานต่อห้องประชุมราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ แห่งราชบัณฑิตยสถาน ตอนวันที่ ๗ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช๒๕๔๔ ในประเด็นเรื่อง “อีแอ่นรับประทานรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ก่อนที่จะท่านกำลังจะถึงแก่บาปเพียงแต่  ๕  เดือนเศษ
สมุนไพร อีแอ่นรับประทานรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประเภท Colocalia  fuciphaga  (Gmelin) หรือ eible – nest swiftlet ในราว ๕0 ปีที่ล่วงเลยไป อีแอ่นรับประทานรังได้เข้ามาอาศัยรวมทั้งทำรังในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียก “บ้านร้อยปี” โดยเริ่มเข้ามาพักพิงที่ชั้น  ๓  อันเป็นชั้นบนสุด เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๒ ถัดมาปริมาณนกมีจำนวนมากกระทั่งรุกพื้นที่ชั้น ๒ เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๑ ซึ่งเป็นร้านค้า แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้บ้านข้างหลังนี้มีนกอยู่เต็ม  ๓  ชั้น โดยเจ้าของบ้านปิดกิจการแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ กลับมาเก็บรังนกทุกเดือน  โดยเฉลี่ยได้รังนกราวเดือนละ  ๖  กิโลกรัม (ค่ากิโลกรัมละ  ๕0000-๗0000 บาท) ในช่วงนั้นอีแอ่นกินรังไปอาศัยอยู่รอบๆโบสถ์ของสงฆ์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ โดยที่เดิมที่ทางวัดมิได้เก็บรัง แม้กระนั้นตอนนี้คณะกรรมการวัดก็เก็บรังนกขายเหมือนกับบ้านร้อยปี  โดยได้รังนกเฉลี่ยราวเดือนละ  ๒  กิโลกรัม

ในช่วง ๕ ปีให้หลัง อีแอ่นรับประทานรังบริเวณตลาดอำเภอปากพนังได้เพิ่มขึ้น  จวบจนกระทั่งเข้าไปอยู่ในอาคารสูงๆหลายตึกทางฝั่งด้านตะวันออก(ฝั่งบ้านร้อยปี) ส่วนฝั่งทางตะวันตก(ฝั่งวัด) ก็มีบ้าง แต่น้อยกว่ามาก ปัจจุบันนี้มีการก่อสร้างอาคารสูง๑๐ชั้น  มากยิ่งกว่า ๑๐อาคาร  แต่ละตึกใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า  ๕  ล้านบาท  โดยหวังให้อีแอ่นเข้าไปอาศัยทำรัง   รวมแล้วมีตึกที่สร้างขึ้น  โดยหวังว่าอีแอ่นรับประทานรังจะเข้าไปสร้างรังไม่น้อยกว่า  ๕0   อาคาร แม้กระนั้นอีแอ่นก็ไม่ได้เข้าไปอาศัยทำรังทุกตึก
ทำไมอีแอ่นก็เลยเลือกตึกใดอาคารหนึ่งเพื่อทำรัง  คำตอบนี้ยังมิหาคำตอบได้แม้กระนั้นจากการเรียนรู้พบว่า อีแอ่นจะเข้าไปสร้างรังในอาคารสูงตั้งแต่  ๑-๗  ชั้น ตึกส่วนมากมักมีสีเหลืองไข่ไก่  แม้กระนั้นลางตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้ว  ยังเป็นสีอิฐ  ก็มีนกเข้าไปอาศัยและก็ทำรัง ส่วนทิศทางการเข้าออกของอีแอ่นนั้น พบว่ามีแทบทุกทิศทาง ไม่แน่นอน แม้กระนั้นทางเข้าออกของนกโดยส่วนมากเป็นทิศใต้ค่อนไปทางทิศตะวันตก
แม้กระนั้น  อุณหภูมิรวมทั้งความชุ่มชื้นภายใต้อาคารน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่สุดที่นกเลือกอาศัยแล้วก็ทำรัง พบว่าตึกที่นกอาศัยจะอยู่ระหว่าง  ๒๖-  ๒๙  องศาเซลเซียส   และความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำยิ่งกว่าร้อยละ  ๗๕   (อยู่ร้อยละ  ๗๙-๘0  ) ฝาผนังอาคารจำเป็นต้องไม่น้อยกว่า  ๓0  เซนติเมตร ข้างในมีอ่างน้ำรอบๆหรือแทบรอบ ไม่มีหน้าต่าง   แม้กระนั้นมีช่องลมให้นกเข้าออกอย่างน้อย  ๒  ช่อง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอาคารเหล่านี้ใกล้เคียงกับถ้ำธรรมชาติที่นกชนิดนี้ใช้เป็นที่อาศัยรวมทั้งสร้างรัง สำหรับเพื่อการเก็บรังนกนั้น เจ้าของบ้านเก็บก่อนที่จะนกจะวางไข่   คือราว  ๓0  วัน   ภายหลังนกเริ่มทำรัง  รวมทั้งเก็บทุกๆเดือน
แต่|แต่ว่า|แม้กระนั้น}ถ้าเป็นรังที่นกวางไข่แล้ว  ก็จะปล่อยให้นกออกไข่ถัดไปจนถึงครบ  ๒  ฟอง แล้วปลดปล่อยให้ไข่ฟัก  และเลี้ยงลูกอ่อนจนลูกบินได้ก็เลยจะเก็บรัง

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: 08-12-2017 , 15:46:16 »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโก่งกระเป๋านขอประเภทหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ ซม. ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งเดียว ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากข้างล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พิงจากบริเวณใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะเบาๆเรียวเล็กลงจนถึงเหลือเป็นเพียงแต่เส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ก้านคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้ามึงอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะมองเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว เพศผู้มีทาสีสีแดงเข้มที่ที่หัวปีกด้านข้าง รวมทั้งแถบดำที่คางมีขนาใหญ่กว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบมากทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกจำพวกนี้กินผลไม้ เมล็ดพืชและยอดอ่อนของพืช  สร้างรังตามโพรงไม้ ตกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างเดือนมกราคมถึงม.ย. ไข่ค่อนข้างกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยตามต่างจังหวัดใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางและเลือดทุพพลภาพ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ใน พระคัมภีร์ชวดารให้ยาขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยล้าตายไปข้างหนึ่ง ทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ พันพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดพญานาค ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

15

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกันระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลือดอุ่น กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูรุ่งโรจน์ดี สืบพันธุ์ด้านในโดยมากตัวอ่อนก้าวหน้าอยู่ด้านใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ได้แก่ เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

หน้า: [1] 2 3 ... 6